เรื่องราวความรักของปิงฟ้า จิตรกรสาว และวิลันดา เศรษฐีนี ชาวเหนือ เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับอดีตความรักของพ่อของเธอ และคนในตระกูลของวิลันดา ผู้หญิงทั้งสองจะต้องทำอย่างไร กับอุปสรรคทั้งหลายที่เผชิญอยู่เบื้องหน้า ?
ราชา'วดี
Wednesday, 20 May 2009
ตอนที่ 53
“ไม่มีใครมีอะไรเท่ากันนะ…ถ้าพี่กับน้องดาไม่มีสมบัติพ่อแม่…ลำพังต่อสู้ด้วยตัวเองพี่อาจเป็นเพียงวินมอเตอร์ไซต์
หรือคนขี่สามล้อก็ได้”
“แต่พี่เจ้าก็โชคดี..”
“คุณควรภูมิใจนะที่ทำมาหากินด้วยตัวเองจนมีวันนี้”
“เทียนภูมิใจค่ะ
แต่บางครั้งก็รู้สึกว่ากว่าจะมีวันนี้ได้ ต้องฝ่าฟันอะไรต่อมิอะไรยากลำบากเหลือเกิน
ไม่เหมือนคนที่เขามีกองทุนมาแต่เกิด พลาดพลั้งอะไรขึ้นมาก็มีคนคอยอุ้ม ..สบ๊ายสบาย”
เจ้าถอนใจ
“มองโลกในแง่ดีบ้างเถอะ
แล้วคุณจะมีความสุขกว่านี้”
“แค่นี้เทียนก็มีความสุขมากแล้วล่ะค่ะ
ได้เป็นแฟนเจ้าทับทิม..จริงๆ นะคะพี่เจ้า
เทียนรักพี่เจ้าม้าก มาก.. ทั้งรักทั้งหลง ทั้งหวงทั้งห่วงไปหมด
เทียนขี้หึงนะคะพี่เจ้า
ฉะนั้นตอนนี้ถ้าพี่เจ้าจะกลับใจ… มันก็สายไปแล้ว”
เจ้าทับทิมเหลือบมองหล่อนอีกหนแล้วหัวเราะ เอื้อมมือไปจับมือหล่อน
“พี่ว่าตั้งแต่พี่ชอบคุณ
พี่ยังไม่เคยเหลวไหลเลยนะ”
“หมดสิทธิ์แล้วล่ะค่ะ” เสียงหล่อนเฉียบขาด
“ดุจัง” เจ้าบ่นงึมงำ หากแต่ทำให้เทียนหยดยิ้มกริ่มอย่างมีความสุขที่ฝ่ายนั้นยอมให้ข่ม
…

บทที่ 20
“สวัสดีครับ”…เขาเป็นเด็กหนุ่มผมทองรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวอมชมพู ผมหยิกเป็นลอนเล็กๆ ยาวระบ่า
ใบหน้าเขาแจ่มใสมีรอยยิ้มเป็นมิตร …
และดวงตากลมโตสีครามของเขาชวนมองเหลือหลาย…ปิงฟ้าเงยหน้าขึ้นมาจากภาพวาดก็พบดวงตาสีครามคู่นั้นจ้องมองมา
“สวัสดีค่ะ.. มีอะไรให้ช่วยไหมคะ?”ปิงฟ้าพูดกับเขาเป็นภาษาไทยเพราะเขาทักเธอเป็นภาษาไทยนี่นา
เธอคิดว่าเขาเข้ามาเพื่อจะใช้บริการที่ร้าน แต่กลับไม่ใช่
“ no..no…"
คราวนี้เขาใช้ภาษาอังกฤษ เขารู้ภาษาไทยแค่สวัสดี ขอบคุณ กินข้าว และคำง่ายๆ อื่นอีกไม่กี่คำเท่านั้นเอง
“ผมอยากให้คุณช่วย” เขาใช้ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน
เด็กหนุ่มผมทองยื่นกระดาษชิ้นหนึ่งให้ดู
มันเป็นชื่อร้านขายสินค้าจำพวกไม้แกะสลักสำหรับเป็นของประดับบ้าน
ร้านนี้ปิงฟ้ารู้จัก แต่ค่อนข้างหายากเขาคงไปไม่ถูก
“อะไรหรือปิง?” ตรัยหันมาถาม ปิงฟ้ายื่นกระดาษให้เขาดู
“จ๊างแก้ว(ช้างแก้ว)” เขาพึมพำชื่อร้านแล้วหันมาถามปิงฟ้าว่า
“ใช่ไหมปิง?”
“คงใช่นะคะ ร้านแกะสลักน่ะค่ะพี่”
“อยู่ชั้นบน” เขาชี้มือ..
หนุ่มผมทองมองตามมือแล้วก็ยิ้ม ยิ้มอย่างน่ามองทีเดียว ริมฝีปากของเขาแดงระเรื่อ..
“รู้เรื่องไหม? ไม่รู้เรื่องหรอกรึ? เมื่อกี้ได้ยินสวัสดีกันอยู่นี่นา” เจ้าของร้านหัวเราะ
แล้วเขาก็เปลี่ยนภาษาคุยกับเจ้าหนุ่มต่างชาติ
แต่เจ้าหนุ่มก็ยังงุนงงปักหลักยืนทำท่าไม่เข้าใจอยู่อย่างนั้น
เพราะที่ตรัยบอกนั้นมันดูวกวนยากที่จะเข้าใจได้ง่ายๆ
“คุณคิดค่าบริการก็ได้ ช่วยนำทางผมหน่อย” เขาบอกอย่างนี้แหล่ะ ตรัยยักไหล่
หันมามองปิงฟ้า แจ้นั่งยิ้มนิดๆ
“ฉันพาคุณไปเอง.. ไม่คิดเงิน” ปิงฟ้าว่าแล้วคืนกระดาษให้เขา
เด็กหนุ่มผมทองทำตาลุกวาวน่ามอง
จมูกเขาโด่งพอสวย ปากสีสวยเหมือนผลไม้สุกที่สดใส
ปิงฟ้านำเขาไปที่ร้านที่เขาต้องการ
“คุณพูดภาษาอังกฤษได้ดี” เขาชม
“ขอบคุณ” เธอเอ่ยพลางหมุนตัวกลับ
“เดี๋ยวสิ.. ผมยังไม่ได้ขอบคุณคุณเลยนะ ..
ขอบคุณที่กรุณา”
“ค่ะ”
“เดี๋ยว! ” เขาตามมาดักหน้าไว้อีก
ท่าทางลิงโลดน่ารักเหมือนกระรอกกระแตตัวโตๆ มีขนสีทองเงางาม
“ผมชื่อเดวิด” เขาแนะนำตัวเอง
มีอะไรบางอย่างเหมือนดาวนับล้านๆ
ดวงเต้นระยิบระยับอยู่ในดวงตาสีสวยของเขา
ซึ่งดูเหมือนว่าขณะนี้เขาไม่เห็นสิ่งอื่นใดนอกเหนือไปจากใบหน้าของปิงฟ้าเท่านั้น..
“ฉันปิงฟ้า..”
“พิง-ฟา..” เขาพยามเรียก
ปิงฟ้าหัวเราะแล้วเขาก็ยักไหล่
“เรียกยากนะ เรียกพิ้งได้ไหม มันดูง่ายกว่า” เขาต่อรองน่าเอ็นดู
รอยยิ้มของเขา ดวงตาของเขา
และท่าทางของเขาอีก..มันแสดงออกมาหมดราวกับพระเอกวัยรุ่นที่แสดงได้เก่งกาจ
และกำลังแสดงบทตกหลุมรักนางเอกอย่างปุบปับยังไงก็อย่างงั้น
.. เธอรู้สึกได้.. แต่เธอแค่รู้สึกยินดี.. แค่รู้สึกดี.. รู้สึกแปลกใหม่..
แต่แล้วเธอก็คิดถึงวิลันดาอีกแล้ว..เธอไม่สามารถห้ามไม่ให้คิดถึง..
“แล้วแต่คุณเถอะ” ปิงฟ้ายิ้มให้เขา
“ผมจะอยู่เชียงใหม่อีก15วัน..
ผมจะพบคุณอีกได้ไหม?” เขาว่า
คราวนี้ปิงฟ้านิ่งคิด
… เพื่อนชาย?..
“ฉันทำงานที่ร้านนั้นตอนเย็นถึงค่ำวันธรรมดา
กับตอนกลางวันของวันหยุด” เธอบอก
“ผมจะมาพบคุณอีก” ดวงตาสีครามของเขาวาววาม
ปิงฟ้าเดินจากมาพร้อมรอยยิ้ม.. นี่ถ้าเพื่อนๆ ที่มีเพื่อนชายแล้วทั้งหลายมาเห็นเด็กหนุ่มหล่อผมทองตาสีครามสวยคนนี้เข้า
คงพากันอิจฉาที่เขาทำท่าอย่างนี้ ทำตาอย่างนี้ใส่เธอ..
มันน่าตื่นเต้นเหมือนกัน
มันทำให้เธอยิ้ม และทำให้เธอถูกตรัยแซว..
“ส่งถึงที่หรือเปล่าสาวจี๋?”
ปิงฟ้าหัวเราะแล้วหันไปเห็นรอยยิ้มเหมือนโล่งใจของแจ้เข้า..
เธอยิ้มให้แจ้ด้วย และเธอคิดว่าตัวเธอคงหน้าแดง..
“เขาไปซื้ออะไรที่ร้านนั้นล่ะ?” ตรัยถาม
“ไม่รู้ค่ะ”
“อ้าว.. ไม่ถามอะไรเลยเรอะ” รงค์เอ่ยถามเสียงหลง
น้ำเสียงนั้นตั้งใจหยอกเย้าเต็มที่
“เปล่าค่ะ”
“ไม่เป็นเลย..”รงค์บ่นพลางส่ายหน้าไปมา
“ไม่เป็นอะไรรงค์ ?” แจ้หันไปถาม
“ไม่เป็นแม่รีแม่แร่ดเหรอ?”เธอถามต่อด้วยหน้าตาเฉย
“แหมพี่แจ้..” รงค์ค้อนพลางขมวดคิ้ว
“เป็นผู้หญิง..
แร่ดมั่งเล็กๆน้อยๆ จะเป็นไร..”
เขาว่าเข้านั่น
“ฮึ!”แจ้แค่นหัวเราะ
“พอเห็นบ่าวหล่อเอาสวิงช้อนเสีย..”แจ้ว่าแกมประชด แล้วเสียงหัวเราะก็ครืนขึ้น
“แต่หล่อมากนะนั่น..มีลูกกับฝรั่งหล่อๆแบบนี้
คลอดออกมาสองเดือนไปเป็นดาราได้เลย”รงค์ว่าอย่างคนคิดไปไกลหากค่อนข้างเพ้อเจ้อและบ้าบอ
“กะเอารวยล่ะนะ”ตรัยหัวเราะหึๆ
“คนเพิ่งพบกันนะไอ้รงค์มึงว่าไปถึงมีลูกมีเต้า”
“อ้าว..นี่แหล่ะเขาเรียกมีวิสัยทัศน์” รงค์หัวเราะสนุก
...
แล้ววันต่อมาเด็กหนุ่มเดวิดก็โผล่มาให้ปิงฟ้าถูกแซวหนักกว่าเดิมเข้าไปอีก เพราะเขาเข้ามาคุยด้วย และขอนัดปิงฟ้าไปเที่ยว
เมื่อเขาไปแล้วรงค์จึงว่า
“อย่างงี้สมควรที่เราจะหวงไหมเนี่ยะ?” สีหน้าเขาครุ่นคิด
“หวงหน่อยก็ดี”ตรัยบอก
แต่แม้นหวง
เดวิดก็มาทุกเย็น มานั่งคุยด้วย
ทุกคนฟังเขาเพลิด แม้นจะรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง และทำงานไปด้วย
แถมมีอะไรก็ชวนเขา กินด้วย
เดวิดก็น่ารัก
เขาเล่าเรื่องของเขาให้ฟังว่าเขาเพิ่งจบชั้นไฮสครู ตัวเขาอยากเรียนดนตรี
แต่พ่อแม่อยากให้เขาเรียนหมอ เขาอยู่ในระหว่างการตัดสินใจ
เขามีญาติที่เคยมาเมืองไทยในโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ญาติคนนั้นเล่าให้เขาฟังถึงเมืองเชียงใหม่
ทำให้เขาอยากมา เห็นด้วยตา
เขาจึงบินมาเที่ยวเสียก่อนๆ ที่จะคิดตัดสินใจว่าตัวเองควรจะเลือกทางไหน
“คุณคิดว่าผมควรเลือกอะไร?” เขาถามปิงฟ้า
“คำถามของคุณเหมือนไม่ใช่คนอเมริกัน”เธอยิ้ม
“คนอเมริกันในความคิดของคุณเป็นอย่างไรหรือปิงฟ้า?”เขาจ้องตาพลางยิ้มละไม
“มีอิสระทางความคิด”เธอว่า
เขายักไหล่
“ผมอยากเป็นนักดนตรี” เขาว่าแล้วทำหน้าย่น
“แต่อนาคตทางดนตรีเต็มไปด้วยการแข่งขัน..
ผมว่าพ่อผมคิดถูก แต่.. ผมอยากลองใช้ชีวิตโลดโผน..”เขาหัวเราะแล้วส่ายหน้า
“ฉันช่วยคุณคิดไม่ได้หรอกคุณต้องคิดเองเพราะมันเป็นชีวิตของคุณนี่คะ”
“เป็นหมอก็เล่นดนตรีได้นี่เดวิด” ตรัยออกความเห็น
“บ้านเราหมอเป็นโฆษกก็มี
หมอร้องเพลงก็มี..เป็นสส.ก็เยอะ”เขาว่า เดวิดทำตาโตอย่างแปลกใจ
“จริงหรือครับ? เก่งจริง.. ผมไม่สามารถเรียนหมอพร้อมๆ กับเรียนดนตรี..” เขายักไหล่คราวนี้ตรัยขมวดคิ้ว
“เออเว้ย..พวกฝรั่งเขาจะเป็นนักดนตรีเขาต้องเรียนเป็นเรื่องเป็นราว…เขาไม่สวมหมวกหลายใบ..”เขาพึมพำเป็นภาษาไทยพลางพยักหน้าหงึกหงัก
“อะไรเหรอพี่ตรัย?” รงค์สะกิดถาม
“พี่ว่าบ้านเราเป็นหมอก็เป็นโฆษก
เป็นดาราเป็นนักร้อง ได้ เป็น สส.
ก็มี” เขาพากษ์ไทยอีกรอบ
“เจ้าเดวิดเขาคิดไม่ตกว่าเขาจะเรียนอะไรดี
เขาชอบอยากเป็นนักดนตรี ข้างพ่ออยากให้เขาเป็นหมอ”
“อ๋อ…” รงค์พยักหน้ารับรู้
“เป็นนักดนตรีมีสิทธิ์ดังเหมือนกันนะ
หล่อลาก..อย่างนี้” รงค์ว่า
“อยากเป็นอะไรก็เป็น” แจ้ว่า หน้าตาเธอเฉยเมยอย่างเคย
เดวิดมาหาปิงฟ้าแทบทุกวัน..จนกระทั่ง
“พิ้ง…พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายของผมแล้วนะ” เขาเอ่ยแก่ปิงฟ้าพลางทำตาปรอย ใครต่อใครพากันมองหน้ากัน..เออหนอ เวลามันช่างรวดเร็ว
พ่อหนุ่มผมทองคนนี้มาสุงสิงอยู่ด้วยระยะหนึ่ง พอรู้ว่าเขาจะไปแล้วก็ดูว่าน่าอาลัย
ดวงตาของเขาทอดมองเด็กสาวปิงฟ้า
ผู้สวมชุดนักเรียนมัธยมปลายด้วยแววละห้อย
“ฉันอยากไปเที่ยวกับเธอ เพื่อเก็บเป็นภาพแห่งความทรงจำครั้งหนึ่งของชีวิต..
ได้ไหมพิ้ง พรีท..” ดวงตาสีครามใสสวย.. สีหน้าวิงวอนของเขาด้วย..
ทุกคนที่นั่นนิ่งเงียบ
ต่างรอคอยคำตอบจากเด็กสาววัยแรกแย้ม..
ปิงฟ้ายังเป็นเด็กนักเรียนมัธยมปลาย สวมเครื่องแบบนั่งประคองกระดานวาดรูป
หากเดวิดเป็นเด็กไทยๆ เป็นนักเรียนชายหัวดำๆ
หรือเป็นหนุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยปีต้นๆ คงมองเห็นเป็นเรื่องน่าเกลียด
ที่เที่ยวมานั่งเว้าวอนขอนัดเด็กสาวนักเรียนอยู่ในท่ามกลางผู้ใหญ่อย่างนี้
แต่เนี่องจากเดวิดเป็นชาวต่างชาติ ต่างทั้งภาษาและวัฒนธรรม เขาไม่รู้หรอกว่าเรื่องแบบนี้คนไทยไม่ชักชวนกันเปิดเผยอย่างนี้ เขาเป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นมาจากทิศตะวันตก
ที่นั่นผู้คนแสดงถึงความต้องการของตนอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาได้มากกว่าผู้คนซีกนี้
“ตกลง”เธอบอกเขาพลางยิ้มให้
เท่านั้นเอง
เธอและใครทุกคนก็ได้เห็นเดวิดเด็กหนุ่มผมทองลุกขึ้นมา กระโดดโลดเต้นด้วยความยินดีและร้องอุทานออกมาว่า
“วิเศษณ์!!!” ดวงตาเขาพราวด้วยความฝันอันบรรเจิด เธอและเขานัดหมายกันมั่นเหมาะ
แล้วเดวิดก็ลากลับเกรทเฮ้าท์ที่พัก
“เดทแรกใช่ไหมเนี่ยะ?” ตรัยเปรยคำถามลอยลม
ไม่กล้ามองปิงฟ้าด้วยเกรงว่าจะทำให้เธออาย หรือที่แท้เขาอายแทนเธอก็อาจใช่
“ค่ะ”ปิงฟ้ายิ้มและตอบคำถามเขา
คราวนี้ตรัยหันมามอง..
ถ้าปิงฟ้าเป็นน้องสาวเขา เขาคงแย้ง เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นผู้ชายไทย
คิดอย่างชายไทยธรรมดาๆ คนหนึ่ง หน้าที่ดูแลน้องสาว
ถ้าน้องจะคบใครสักคนน่าที่เขาจะต้องรู้สึกเห็นดีเห็นงามด้วย
และเขาน่าจะได้รู้จักผู้ชายคนนั้นให้ดีกว่านี้ นานกว่านี้
และน่าจะต้องรู้สึกว่าไว้ใจได้แน่และ…อะไรต่ออะไรอีกสารพัดสารพัน
แต่สาวน้อยคนนี้ไม่ใช่น้องสาวจริงๆ
และพ่อหนุ่มคนนั้นก็เป็นฝรั่ง การรู้จักกันของคนสองคนก็แสนสั้น
จริงอยู่เขาอาจชอบเดวิด เพราะเป็นเด็กหนุ่มอัธยาศัยดี ช่างพูดช่างคุย
เข้าใจผูกมิตร
แต่ยังไงเขาก็ห่วงๆ
หวงๆ ด้วยเห็นปิงฟ้ามาหลายปี
“ทำใจลำบากหรือพี่ชาย?”แจ้ถามเบาๆ แต่ตรงใจเขาเป๊ะทีเดียว.. เออนะ..
ทำใจลำบากนั่นล่ะที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้
ตรัยได้รู้จักตัวเองมากขึ้นอีกนิดว่า ต่อไปถ้าเขามีลูกสาว
เขาต้องเป็นพ่อที่หวงลูกมากทีเดียว
แต่เขาก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสีย
ปิงฟ้าเองหาได้สนใจท่าทีของใคร เธอทำงานของเธอต่อไปเงียบๆ เธอไม่ได้คิดถึงวันพรุ่งนี้กับการที่จะออกไปเที่ยวกับเดวิด
แต่เธอกลับคิดถึงผู้หญิงที่นั่งทำงานอยู่ที่โรงเรียนอนุบาลหน้าปากซอย..
เธอรู้สึกดีที่รู้จักชอบเดวิด
และอยากพาเขาไปเที่ยว
อย่างน้อยก็ทำให้เธอรู้ว่าเธอไม่ใช่คนที่แปลกกว่าใคร
เธอมีเพื่อนผู้ชายได้และชอบเขามากพอที่จะไปเที่ยวกับเขา..
เธอมองเห็นความน่ารักของผู้ชายคนนี้ มองเห็นว่าผมเขาสวย หน้าตาเขาน่ามองเพลิน
ปากก็สวย ตายิ่งสวยซึ้ง ท่าทางหรือก็ น่ามองนัก
และ… เขาทำให้เธอรู้สึกดีต่อตัวเอง
แต่เธอยังคงคิดถึงวิลันดา
และภาพเดิมๆ ก็ยังอยู่ มันยังไม่เคลื่อนหรือเลือนหายไปไหน มันเหมือนหนังที่ฉายอยู่
ฉายย้อนไปย้อนมาในความทรงจำของเธอ แต่ก็มีหนังเรื่องใหม่ฉายซ้อนเข้ามา…มีหนุ่มผมทองตาซึ้งเป็นตัวเอกของเรื่อง..
แล้วคืนนั้นเองที่ปิงฟ้าฝัน..เธอฝันเห็นวิลันดา
เธอรู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างมันตกตะกอนแปรเป็นความฝันครั้งนี้
อาจเป็นความคิดถึงก็ได้ เธอคงเก็บมันเอาไว้เยอะ มันเต็ม และที่สุดก็ล้นหลั่ง
มันเป็นจินตนาการหรือจิตใต้สำนึกลึกๆ …
เธอและวิลันดานั่งด้วยกันที่ซุ้มไม้สีขาว
ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้สีม่วงอ่อนๆที่พลิ้วไหวด้วยต้องสายลม
แลดูเหมือนคลื่นดอกไม้สีม่วงไสวๆ สวยงามและอ่อนโยน วิลันดาสวมชุดยาวสีม่วงเข้มที่กรุยกราย ปล่อยเส้นผมสยายเป็นอิสระให้พลิ้วพัดไปตามลม
ปิงฟ้าอยู่ในชุดอย่างเดียวกันสีเทาอ่อนๆ สองคนนั่งฟังดนตรีที่บรรเลงแผ่วๆ แว่วมากับสายลม …
เป็นเสียงดนตรีไพเราะเพราะพริ้ง..แต่มีเสียงที่เพราะกว่าพลิ้วออกมาจากริมฝีปากที่เหมือนกลีบดอกไม้…ปิงฟ้า..ฉันรักเธอ ..ฉันรอเธออยู่…ฉันรักเธอ..
แต่แล้วภาพทั้งหมดก็ดับวูบหายไป
ทุกสิ่งมืดมิด …แล้วปิงฟ้าก็พบตัวเองสวมชุดนอนสีขาววิ่งอยู่บนถนนกรวดที่แสนจะขรุขระ ถนนนั้นมืด และทุกอย่างช่างน่ากลัว… เธอวิ่ง…วิ่ง..และวิ่งไปข้างหน้า…
มีแสงลิบๆ มองเห็นอยู่เบื้องหน้าไกลแสนไกล
…ปิงฟ้าเหนื่อยเหลือเกิน… กลัวเหลือเกิน ..และเธอก็รู้สึกเจ็บปวดฝ่าเท้า
และรู้สึกเศร้าใจหดหู่ …..
แต่เธอก็ยังคงวิ่งไปเรื่อยๆ
เส้นผมของเธอปลิวสยายไปเบื้องหลัง ..
เธอสะดุดหกล้มและกลิ้งไป…เธอกัดฟันลุกขึ้นมาได้ แล้วเริ่มต้นวิ่งต่อไป.. หกล้มอีก…ลุก…และวิ่งต่อไปอีก..แล้วเธอก็หกล้มลงอีก
เธอรู้สึกว่าเธอมีเลือดไหลตามแขนขา ฝ่าเท้า
และข้อศอก..แต่เธอก็พยุงร่างลุกขึ้นกระเซอะกระเซิงวิ่งต่อไป…
แสงสว่างใกล้เข้ามา…เธอค่อยรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ กำลังใจเอ่อ…ไม่นานนักเธอจะหลุดพ้นจากถนนมืดๆ
ที่ขรุขระนี้..เท้าสองข้างจะพาเธอเข้าสู่เขตุแดนอันสว่างไสวและน่ายินดี …ขอเพียงเธอจงอดทน..
ปิงฟ้าเหนื่อยสุดชีวิต
แต่เธอก็กัดฟันวิ่ง … หกล้ม และลุกขึ้น เธอมีบาดแผลมากมาย เลือดคงไหลย้อยแต่เธอไม่นยอมเสียเวลาหยุดดูมัน
แสงสว่างใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว..แสงนั้นสว่าง…สว่าง…แล้วสว่างโร่…
และดูเหมือนคราวนี้มันกลับเป็นฝ่ายเคลื่อนเข้าหาเธอ
จนกระทั่งทุกสิ่งทุก อย่างสว่างโพลงขาวจ้าไปหมด มันเจิดจ้าเสียจนทำให้เธอมึนงง…และล้มลงไป…
ปิงฟ้าเห็นใบหน้าของหนุ่มเดวิดลอยเด่นอยู่ในดวงสว่างที่จ้าตานั้น…ดวงตาสีครามของเขาช่างสวยงาม ..
แต่แล้วมันค่อยเปลี่ยนเป็นสีส้มแล้วก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ …จนกระทั่งกลายเป็นดวงอาทิตย์สองดวงสว่างขาวจ้า…และทำให้เธอมองไม่เห็นอะไรอีกเลย
...
ปิงฟ้าตกใจตื่นเหงื่อพราวไปทั่วหน้า
เหนื่อยแทบขาดใจ เห็นเด็กเหมยนั่งมองเธออยู่ข้างเตียง
“พี่ปิงฝันร้ายหรือฮ๊ะ?”
ปิงฟ้าพยักหน้ารู้สึกตัวชื้นไปด้วยเหงื่อแม้นจะอยู่ในห้องปรับอากาศ
“ฝันอะไรฮ๊ะะ? เหมยเห็นพี่ปิงหอบใหญ่เลย”เหมยบอก
“ฝันว่าวิ่ง..”ปิงฟ้ายังเหนื่อย
“มิน่าล่ะฮ๊ะถึงเหนื่อยหอบอย่างนี้..”
“ไปนอนเถอะเหมย พี่ขอโทษนะคะที่ทำให้ตื่น”
“ขอโทษทำไมฮะ
เหมยคิดว่าพี่ปิงไม่สบายหรือเป็นอะไรไปเสียอีก”
“… ขอบใจ” เธอยิ้มให้
Tuesday, 19 May 2009
ตอนที่ 52
“ฮัลโล..
วันนี้น้องดาทำกับข้าวอีกหรือเปล่าคะ?”
ฤกษ์ฤทธิ์โทรศัพท์มาหาหล่อนตอนบ่ายวันหนึ่ง
“อารมณ์ดีจังนะคะ”
“ก็โทรมาชม…ว่าแกงฮังเลสะท้อนลำแต๊ลำว่า” (ลำ*อร่อย ลำแต๊ลำว่า* อร่อยมาก)
“ขอบคุณค่ะ”
“จะชวนไปดูภาพเขียน” เขาว่า วิลันดานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ก็ดีเหมือนกัน..
“ที่ไหนคะ?”
“กาดสวนแก้วนี่เอง ตอนค่ำนะ
อืม..ไม่ค่ำสิไปเย็นๆ นะคะดูเสร็จแล้วไปทานข้าวกันต่อ”
“แล้วคุณกัล?”
“ควงสองเลยสิคะ น้องแขนซ้ายคู่หมั้นแขนขวา”เขาหัวเราะอย่างสบายอารมณ์
“ไม่เกะกะหรือคะ?” หล่อนอดยิ้มไม่ได้
“ไม่เกะกะหรอกน้องดา อ้อ..งานนี้ศิลปินหญิงรวมพลังนะน้องดา
มากันเป็นทีมเลยน่าสนใจมาก”
เขาทำให้หล่อนคิดถึงปิงฟ้าอีกแล้ว
“ติดธุระหรือเปล่าน้องดา?”เขาถามมาอีก
“เปล่าค่ะ..ไปค่ะ”
“ตกลงจะไปรับนะคะ ซัก 6 โมงก็แล้วกัน ”
“ค่ะ ก็ได้ค่ะเอาน้องแป้งไปด้วยสิคะ”หล่อนว่า
“น้องแป้งก็ต้องศรัณ
แล้วก็ต้องพี่ปิงฟ้าด้วยสิ.. ดูก่อนนะคะน้องดาดูๆ แล้วมันเป็นขบวนใหญ่เชียวนะ”
“เอาเป็นว่า6โมงดารอคุณฤกษ์มารับก็แล้วกัน”
“ดีค่ะงั้นเจอกันตอนเย็น อ้อ! บอกคุณแม่บ้านให้เรียบร้อยแล้วล่ะ จะได้ไม่ต้องทำกับข้าวให้เก้อ”
“ค่ะ”
หล่อนวางกระบอกโทรศัพท์ลง..และทำงานบนโต๊ะต่อไปเหมือนเครื่องจักรกลที่ทำงานตามหน้าที่ไปเรื่อยๆ
หล่อนทำงานหนัก.. หล่อนน่าสงสาร..ความคิดของปิงฟ้าช่างน่าตื้นตันใจ..
แต่ความคิดของปิงฟ้าอีกเช่นกันที่ทำให้หล่อนปวดร้าวใจเหลือเกิน
ฤกษ์ฤทธิ์มารับหล่อนตอนเย็นมีกัลยาคู่หมั้นนั่งรถมาด้วย
“ไม่ชวนน้องแป้งมาด้วยหรือคะ?” หล่อนถามเมื่อก้าวเข้าไปนั่งในรถ
“น้องแป้งจะไปกับพี่ๆ วันหยุดค่ะ
เค้าไปกันทั้งครอบครัว ลูกสาวกัลเลยรวมเป็นครอบครัวเขาไปด้วย” บอกแล้วกัลยาก็หัวเราะพลางส่ายหน้าไปมา
“แล้วเด็กที่อยู่ด้วยล่ะคะ?”หล่อนถาม
“อ๋อ..
เด็กเหมย..ใช่..เด็กเหมยก็รวมเป็นครอบครัวนี้ด้วยเหมือนกัน ดีนะคะ
ไปไหนไปด้วยอย่างนี้ เรียนระบบนี้น่าสนใจ..
เดี๋ยวนี้เขามีโครงการเชิญพวกฝรั่งที่ปลดเกษียณอายุมาอยู่เมืองไทยนี่คะคุณดา เห็นว่าเขาทำเป็นหมู่บ้านประเภทรีสอร์ทแบบพักตากอากาศ
แล้วก็ให้คนแก่พวกนี้มาสอนเด็กของเรา เข้าใจคิดนะคะ ให้เด็กมาคลุกคลีกับคนแก่
เด็กได้เรียนภาษาอังกฤษ คนแก่มีกิจกรรมที่มีประโยชน์ชีวิตก็มีค่า”
“เด็กเหมยแกไม่กลับบ้านบ้างหรือคะ?” วิลันดาทำทีว่าไม่สนใจนัก
“ไม่ล่ะค่ะ รู้สึกว่าตั้งแต่มานี่ยังไม่เคยกลับเลย
มีแต่แม่กับพี่สาวมาเยี่ยม มาทานข้าวด้วยบ่อยๆ ”
“เลยกลายเป็นเพื่อนกันไปแล้ว” ฤกษ์ฤทธิ์คาดคะเนอย่างอารมณ์ดี
“ค่ะ..คุณวันดีแม่ของเหมยอายุมากกว่าพี่นภางค์สองปีเอง
แกน่าสงสารนะคะคุณฤกษ์ สามีตาย
คุณวันดีไม่เคยทำกิจการเลยไม่กล้าทำ อีกอย่าง ตอนสามีอยู่ก็เอาแต่ทำงานไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก
คุณวันดีเธอรักลูกมากไม่อยากต่องานของสามีเพราะกลัวลูกมีปัญหา”
“ถ้ามีเงินกองคลังมากพอก็ไม่ลำบากหรอก” ฤกษ์ฤทธิ์ออกความเห็น
“เรื่องลำบากคงไม่ลำบากหรอกค่ะ
รู้สึกว่าคุณวันดีเธอจะมีระเบียบเรื่องเงินทองอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน
แต่เธอน่าสงสาร เพราะสีหน้าเธอเศร้าหมองเหลือเกิน..”
“ธรรมดาน่า นะน้องดานะ…”
“แหม..ไม่ทราบสิคะ”
“เออ น้องดา
ทานแกงฮังเลของน้องดาวันก่อนแล้วคิดถึงวันทำบุญปากปีจังเลย”เขาเปลี่ยนเรื่องเสียใหม่
วิลันดาคิดถึงประเพณีสงกรานต์..
อาหารที่เตรียมทำบุญต้องมีแกงฮังเลเสมอ
สำหรับอาหารอื่นอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบ้าน
แต่ต้องมีแกงฮังเลทุกบ้าน
..แกงนี้จึงเป็นดั่งสัญลักษณ์ของวันสงกรานต์สำหรับคนที่นี่
และชาวเหนือเรียกวัน
สงกรานต์ว่าวันปี๋ใหม่เมือง
เรียกวันทำบุญสงกรานต์ว่าวันทำบุญปากปี หมายถึงต้นปีนั่นเอง
แกงฮังเลถือว่าเป็นอาหารชั้นดีของชาวเหนือมาแต่โบราณ
ว่ากันว่าแต่เดิมเรารับจำมาจากพม่า
ซึ่งพม่าน่าจะรับจำมาจากอินเดียอีกที
ด้วยมีกลิ่นอายเครื่องเทศที่หอมหวน ทว่า..
ทุกวันนี้เมื่อมาเป็นอาหารตำหรับชาวเหนือแล้วอย่างนี้ หากย้อนกลับไปสู่ที่มาดั้งเดิมจริงๆ
คนพม่าหรืออินเดียจะรู้จักแกงนี้หรือไม่ไม่ทราบได้…
งานบุญปากปีทีไรแกงฮังเลเป็นแกงที่ต้องแกงกันทุกบ้านทุกหลังคาเรือนแล้วมักจะไปเหลือบานเบอะที่วัด วันต่อมามันก็จะกลายเป็นแกงใหม่อีกชนิดหนึ่ง
หลังจากที่เหลือแล้ว ถูกแต่งเติมด้วยหน่อไม้เปรี้ยว วุ้นเส้น และบรรดาเครื่องเผ็ดต่างๆ
กลายเป็นแกงโฮะ ซึ่งคำว่าโฮ๊ะนั้นแปลว่ารวมนั่นเอง
“พรุ่งนี้ทานแกงโฮ๊ะไหมล่ะคะ” วิลันดาแกล้งหยอก
แต่หน้าตาหล่อนก็ไม่สดชื่นสักเท่าไหร่
กัลยานั่งคู่กับคนขับ
ไม่เห็นสีหน้าที่ดูเหงาของหล่อน และถึงเห็นก็อาจไม่สังเกต เพราะไม่ช่างจับสังเกต
กัลยาจึงหัวเราะคิกคักเพราะคิดถึงวันปากปีกับแกงฮังเลและแกงโฮะเหมือนกัน
“แม่สอนไว้ค่ะคุณฤกษ์ขา
ว่าห้ามยกแกงฮังเลไปให้ใครวันปากปี
แล้วอีกวันก็ห้ามยกแกงโฮ๊ะ..”
“ลาบกับแกงอ่อมไม่เป็นไรใช่ไหม?” ฤกษ์ฤทธิ์ว่าแล้วก็หัวเราะสนุก
“ไม่รู้เป็นไง ทำไมต้องแกงกันทุกบ้าน?” เขาสงสัย
ปรกติวิลันดาคงสนุกไปด้วยด้วย แต่หัวใจหล่อนมันไม่ยอมสนุก..
นิทรรศการภาพเขียนของกลุ่มศิลปินหญิง
มีคนสนใจมาก เนื่องจากชื่อเสียงที่ตัวจิตรกรได้สั่งสมมานาน ..ปิงฟ้าก็จะมาที่นี่ในวันหยุดที่จะถึงนี้ มาเดินดูภาพศิลปะเหล่านี้เหมือนที่หล่อนเดินดูด้วยความสนใจในวันนี้
เสียงเพลงบรรเลงของศิลปินทางดนตรีชาวญี่ปุ่นผู้น่าทึ่งบรรเลงคลอเคล้าบรรยากาศในห้องนิทรรศการ…บทเพลงชุดเส้นทางสายไหมของ “คิทาโร่” ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางความงามที่มีมนต์
ทั้งดนตรี
และภาพศิลปะที่แสดง ทำให้จิตใจที่รุ่มร้อน หรือความเร็วแรงต่าง ๆ มันชลอลง…ช้าลง สงบลง
แม้นไม่ถึงกับสงบราบคาบ…
นี่คือความดีงามของศิลปะล่ะ
.. ความดีที่สามารถกล่อมเกลาจิตใจของมนุษย์ให้กลมกลึงเรียบลง ..ให้มองเห็นความงาม
ให้รู้จักมองหาความนัยที่ซ่อนสลับอยู่ในความซับซ้อน
และให้รู้จักจินตนาการไม่รู้จบรู้สิ้น…
วิลันดาปลีกตัวออกมาเดินต่างหาก
ปล่อยให้คู่รักเดินคลอกันตามสบาย ผู้คนที่เดินชมภาพในห้องนิทรรศการ
ส่วนใหญ่เดินเชื่องช้า ชื่นชมอย่างสงบ
จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์บ้างก็เบาพอได้ยินกันระหว่างกลุ่มตน
มารยาทในการชมงานศิลปะคล้ายๆ
มารยาทในการใช้ห้องสมุด..
วิลันดาเห็นผู้สื่อข่าวหลายคนที่หน้าห้อง
และที่นั่น เจ้าของผลงานตั้งโต๊ะแจกแผ่นพับพร้อมแจกลายเซ็นอย่างใกล้ชิด
หล่อนอดจินตนาการถึงอนาคตของศิลปินปิงฟ้าไม่ได้… วันหนึ่ง
ปิงฟ้าจะต้องจัดแสดงผลงานอย่างนี้เช่นกัน
ปิงฟ้าอาจแต่งตัวด้วยชุดขาว หากมิใช่ขาวอย่างจะจำศีลภาวนา แต่แต่งขาวเพราะเธอชอบสีขาว…
ในจินตนาการ…หล่อนเห็นปิงฟ้ารวบผมเป็นมวย
ผูกด้วยผ้าลูกไม้ชั้นดีที่งดงามอ่อนหวาน
หล่อนไม่เคยมีจินตนาการเห็นปิงฟ้าแต่งตัวแบบสาวทอมบอย..
คิดไม่ออกสักนิดว่าถ้าปิงฟ้ามีผมสั้น
สวมเสื้อเชิ้ตร์กับกางเกงคล้ายชาย..จะเป็นอย่างไร?
หล่อนรักปิงฟ้าทั้งที่ปิงฟ้าเป็นเด็กผู้หญิงผมยาว คิดถึงปิงฟ้าในชุดสีขาวตุ่นๆ อันเป็นชุดอยู่บ้านที่หลวมสบายตัวนั้น ตัวที่ใส่เดิน โขยกเขยกมากับไม้ค้ำยันในวันที่เธอบาดเจ็บจากอุบัติเหตุตกจากอัฒจรรย์เชียร์..!!
ปิงฟ้ายามนั้นสวยงามน่ามอง เหมือนภาพทูตสวรรค์..
“เมื่อวานซืน คุณแม่กับคุณลุง กับผอ. วิลันดาก็มา”
น้องแป้งคุยฟุ้งอยู่ในรถระหว่างทางจากบ้านไปกาดสวนแก้ว
สถานที่จัดนิทรรศการที่ทั้งหมดพากันออกมา “ชม”
เป็นตอนสายๆ ของวันเสาร์
คุณนภางค์เป็นคนขับรถ
มีศรัณนั่งคู่อยู่ข้างหน้าส่วนปิงฟ้าน้องแป้งและเหมยนั่งที่นั่งด้านหลัง
คุณนพรัตน์ออกตัวว่ามีนัดตีกอร์ฟกับก๊วนเพื่อน…ลึกลงไปกว่านั้น เขาเกรงว่าจะไปพบปะกับพวกม่อนคำหวานเข้าให้..
เขาเกรงกลัวหรือ? เกลียดชังหรือ?ใยเขาต้องหลบหลีกไม่กล้าพบปะคนตระกูลโตพวกนี้ด้วย เขารู้สึกเหมือนเป็นคนตัวเล็กกระจิ๋วหลิวหรือ? ..
เขาอยากอยู่เมืองนี้
เขารักเมืองนี้
แต่เขาต้องอยู่อย่างสงบ
และหลีกเลี่ยงพวกม่อนคำหวานเท่าที่จะทำได้
แท้แล้วเขามาปักหลักที่นี่เพราะผู้หญิงเชียงใหม่คนหนึ่งที่ตายจากโลกนี้ไปนานแล้วแต่ความรักยังอยู่!!!
และมันพาเขามาเมืองนี้….
“คุณลุงฤกษ์จองเอาไว้สองภาพ
คุณลุงชอบงานศิลปะมากจริงๆ นะคะ”
“ท่าทางคงเป็นนักสะสม..” คุณนภางค์คาดคะเน
“ถ้าไม่รวยก็สะสมไม่ได้” ศรัณว่า
“พี่ปิงฮ๊ะ” เหมยแตะแขนปิงฟ้าเบาๆ
“อะไร?”
“เป็นอะไรฮ๊ะ?นั่งเงี๊ยบ เงียบ”
“ไม่เป็นอะไรนี่” ปิงฟ้าตอบ น้องแป้งหันมามองเหมยแล้วยิ้มให้
“พี่ปิงเป็นแบบนี้แหล่ะค่ะ
ยิ่งถ้าไปเดินนะคะพี่เหมยขา..ถ้าเดินดูงานศิลปะพี่ปิงจะยิ่งเงียบกว่านี้อีกค่ะ” น้องแป้งเปลี่ยนเสียงเป็นกระซิบกระซาบ
ปิงฟ้าไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาขัดลำแต่อย่างใด
ไม่มีอารมณ์จะต่อล้อด้วย
เธอจึงปล่อยให้เด็กคุยวิจารณ์ตัวเธอตามสบาย
“จริงเหรอฮ๊ะน้องแป้ง”
“จริงค่ะ..พี่ปิงจะเอาแต่มอง..มอง…มองอย่างเดียวเท่านั้น”
“สองคนนินทาอยู่แค่ปลายจมูก.. เดี๋ยวพี่ปิงเค้าก็ได้ยินเอาหรอก” คุณนภางค์หัวเราะ
ศรัณหันไปมองเห็นเหมยกับน้องแป้งที่ทำหน้าเหรอหรา
ส่วนปิงฟ้าหน้าเฉยเหมือนไม่ได้ยินอะไรเลย
“พี่ปิงไม่ได้ยินอะไรเลยหรือฮ๊ะ” เขาแกล้งถาม
“ได้ยิน..”พี่สาวตอบ
“อ้าว!”
“แล้วจะให้พูดอะไร?” เธอถามเขาเรียบๆ ไร้อารมณ์
“นั่นสิ” ศรัณยักไหล่
รู้สึกว่าพี่สาวอารมณ์บ่จอย
แม่ได้แต่ส่ายหน้า
หากหน้าก็ยิ้มละไม เด็กแต่ละคนล้วนแต่ต่างกันออกไป ไม่มีลูกคนไหนมีนิสัยเหมือนกันสักคนเดียว
อาการไม่อยากพูดของปิงฟ้านั้นหาใช่อาการผิดปรกติสักเท่าใด
บางทีพูดคุยกันอยู่หลายคน พูดกันยืดยาวหลายเรื่อง อยู่ๆ ปิงฟ้าก็หยุดไปเฉยๆ เพราะหมดเรื่องพูด แต่หากศรัณมีอาการไม่อยากพูดละก็
น่าจะเป็นเรื่องใหญ่!
เหมยมองปิงฟ้าอย่างแปลกใจ
ปิงฟ้าไม่พูดอะไรเลย ได้แต่ยืนมองภาพอยู่นั่นแหล่ะ มองนานๆ เดี๋ยวเขยิบเข้าใกล้
เดี๋ยวก็ถอยออกห่าง
บางภาพปิงฟ้ายืนมองดูพลางขมวดคิ้วเพ่งพินิจ
บางภาพก็มองผ่านแปลบเดียว และเหมือนกับว่าเธออยู่ในโลกคนเดียว
ไม่มีใครอื่นอยู่ด้วยอย่างงั้นแหล่ะ
“ไงคะพี่เหมย..เห็นหรือยัง พี่ปิงเค้าเป็นอย่างนี้แหล่ะค่ะ” น้องแป้งพยัก
เพยิด
“แปลกจัง” เหมยว่าพลางยิ้ม
ตอนแรกเธอคิดว่าปิงฟ้าไม่พอใจอะไรเธอ หรือเคืองใครเสียอีก
แต่หน้าตาก็ไม่บึงตึงนี่นะ
“พี่ปิงเขาอิน” ศรัณบอก
“พี่คิดว่าพี่ปิงโกรธอะไรพี่เสียอีก”
“โอ๊ย! คนอย่างพี่ปิงจะโกรธใคร” น้องชายว่า
“อย่าคุยกันเสียงดัง ” คุณนภางค์จุ๊ปาก
“เชื่อไหมแม่
ไม่มีใครรักษามารยาทในการชมภาพเท่าพี่ปิงของเราหรอก..”เขากระซิบกระซาบหยอกเย้าทำให้แม่หัวเราะออกมาเบาๆ
สำหรับปิงฟ้าแล้วการได้ชมภาพดีๆ
ทำให้เธอลืมทุกสิ่งไปชั่วขณะ
รู้สึกอิสระจริงๆ อิสระที่จะละเมียดมองหาเหตุผลและอารมณ์แห่งเส้นสายและสีสัน
ตีความหมายแก่นแกนของภาพว่าแสดงออกถึงอะไร ให้ความรู้สึกอย่างไร
มีความงามเด่นตรงไหน?
ภาพแต่ละภาพล้วนแต่เป็นหน้าต่างของจิตใจของจิตรกรคนนั้นๆ
..ปิงฟ้าสัมผัสกับมันอย่างอิสระและมีความสุข
เป็นความสุขที่บริสุทธิ์และเธอสามารถเสพมันได้เต็มที่จริงๆ
ไม่เหมือนกับที่เธอมีความรู้สึกต่อผู้หญิงคนหนึ่ง..
คนที่ทำไปทำมาเธอกลับรู้สึกครึ่งๆ กลางๆ สุขไม่เต็มสุข และมีทุกข์แฝงสุขก้ำกึ่งพิกล
ขากลับคุณนภางค์แวะห้างสรรพสินค้า
ซื้อของหลายอย่าง และแวะซื้อดอกไม้ที่ร้าน “วิลันดา” ด้วย …
ร้านที่ปิงฟ้าเคยพบหล่อนกับคุณเปรมจิตคนนั้น….
“ดอกไม้สวย กับวันอารมณ์ดี” คุณนภางค์ว่าขณะพากันเดินเข้าไปในร้าน..
บรรยากาศวันนี้สำหรับแม่ของปิงฟ้านั้น
การได้เดินชมภาพสวยๆ ท่ามกลางเสียงดนตรีที่ไพเราะ ..หากได้ซื้อหาดอกไม้สวยๆ ติดมือกลับบ้านเอาไปจัดแจกัน..เพื่อตอนบ่ายจะได้มีดอกไม้สวยๆ
ที่โต๊ะหน้าระเบียงและดื่มน้ำชากันพร้อมหน้า
..
สามีกลับจากสนามกอร์ฟ
ลูกๆ สองคน และสองแม่ลูกข้างบ้าน กับสามแม่ลูกมิตรใหม่…คือคุณวันดี หลิน
และเหมย
คุณวันดีนั้นนัดว่าจะมาเยี่ยมลูกสาวพร้อมรับประทานของว่างด้วยกัน..นับเป็นวันสบายๆ
ที่สวยงามและอบอุ่นทีเดียว
วันที่อารมณ์ดีพอที่จะคิดถึงดอกไม้สวยสดจากสวนของคนที่หล่อนรู้จักมักคุ้นและชื่นชมในอัธยาศัย..
“ปิงเอาดอกอะไรลูก ศรัณ น้องแป้ง เหมย อยากได้ดอกอะไรกันบ้าง?”
วิธีของแม่ของปิงฟ้าคือใครอยากได้ดอกอะไรก็ให้เลือกได้ตามใจชอบ แล้วซื้อเฟินกับยิปโซต่างหาก
เอาไปจัดเองที่บ้าน
ทั้งหมดจึงออกจากร้านสวยนั้นพร้อมด้วยดอกไม้หลากชนิด
เมื่อจัดเข้า จริงๆ ต้องแบ่งให้บ้านน้องแป้งและจัดใส่แจกันให้บ้านคุณวันดีด้วย
ดังนั้นตอนบ่าย นอกจากดื่มชาแล้ว
ยังเพลิดเพลินกับการช่วยกันจัดอกไม้
ของบรรดาแม่บ้านลูกบ้านทั้งสามบ้าน…
จากแบบทดสอบในห้องเรียน เหมยทำคะแนนได้น่าพอใจ ทำให้ทั้งตัว เหมย
และปิงฟ้า อีกทั้งครอบครัวของทั้งสองต่างพอใจ คุณวันดีถึงกับขอเลี้ยงตอบแทนที่ภัตตาคาร พ่อปิงฟ้าออกตัวเป็นพัลวันว่า
“อย่าให้เอิกเกริกอย่างนั้นเลยครับคุณวัน..เหมยแกตั้งใจเองต่างหาก”
แต่เขาก็ยิ้มอย่างภูมิใจในตัวเด็กเหมย เขาดีใจที่ครอบครัวเล็กๆ ของเขาอบอุ่นพอจนสามารถแบ่งปันความอุ่นไปให้ผู้อื่นบ้าง
“ไม่ได้ค่ะ ดิฉันถือว่าเรื่องของเหมยเป็นเรื่องใหญ่หมายถึงอนาคตของแกเลยเชียว
ถ้าดิฉันไม่ได้ตอบแทนพวกคุณบ้างละก็เห็นจะไม่สบายใจหรอกค่ะคุณนพ”
“ทำทานกันเองก็ได้นี่คะคุณวัน..เหมยแกก็มีฝีมือ” คุณนภางค์เสนอ
แต่เหมยกลับบอกว่า
“คราวนี้เหมยอยากทานอาหารภัตตาคารบ้างนี่คะคุณน้า”
“เห็นไหมคะ” คุณวันดีหัวเราะ
คุณนภางค์นั้นได้เห็นสีหน้าแม่ลูกบ้านนี้หัวเราะสดใส
สีหน้ามีความสุขก็พอใจ
และได้แต่หวังไว้ว่าจะได้เห็นสีหน้าที่มีชีวิตชีวาอย่างนี้ไปนานๆ
“เอาล่ะค่ะ
ถ้างั้นก็เห็นจะไม่ขัดล่ะ..ประเดี๋ยวจะเสียความตั้งใจ”
เหมยกระโดดร้องไชโย เธอสนิทกับครอบครัวปิงฟ้าอย่างรวดเร็วจนรู้สึกเป็นหนึ่งในครอบครัวนี้ไปแล้ว
เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างสนุกสนาน พวกเด็กๆ
พากันแยกไปแต่งเนื้อแต่งตัว..
...
ภัตตาคารที่ไปนั้นเป็นภัตตาคารอาหารจีน ตั้งอยู่นอกเมือง แต่กระนั้นลานจอดรถก็แน่นเอี้ยด ต้องมีพนักงานคอยจัดแจงให้รถเข้าจอดได้อย่างเรียบร้อยมีระเบียบ แต่ก็เสียเวลากับการเข้าจอดอยู่นานพอดู
“อย่างนี้แสดงว่าฝีมือดี” คุณนพรัตน์เดาจากปริมาณลูกค้า
“ได้ยินมาว่าอร่อย ” ภรรยาบอก
“หวังว่าคงไม่ถึงกับต้องเล่นเก้าอี้ดนตรีนะคะคุณ” หล่อนคิดถึงร้านอาหารอร่อยเลิศที่ฮ่องกงหลายแห่ง ที่อร่อยเหลือหลายแต่ต้องรีบๆ กิน รีบๆ ลุก
เพราะมีคนคอยคิวอยู่ยาว มีเสียงโหวกเหวกตลอดระยะ เหมาะสำหรับคนขี้เหงาโดยแท้เทียว
ร้านที่มีระดับขึ้นมาหน่อยกต้องโทรจองล่วงหน้า
หาไม่ก็จะไม่ได้เข้าไปนั่งในร้านเพราะมีคิวเต็มตลอดเวลาทั้งที่ราคาแสนแพง..
ขณะนั่งรออาหารอยู่ที่โต๊ะนั้น
ปิงฟ้าพบเพื่อนคนหนึ่งที่เรียนชั้นเดียวกันแต่คนละห้องชื่อดารณี เป็นลูกสาวเจ้าของภัตตาคารแห่งนี้
เธอช่วยงานที่นี่ในตอนเย็นถึงค่ำทุกวัน
“มาทานอาหารเหรอปิงฟ้า... อ้าว นั่นวันทนานี่?” เธอทักทายปิงฟ้าแล้วหันมาทักหลินหรือวันทนา ซึ่งเป็นนักเรียนใหม่เพิ่งเข้าเรียนปีนี้
“หลินนี่ดารณีนะอยู่ห้องสาม ..”ปิงฟ้าแนะนำ
หลินยิ้มให้
“แล้วนี่พ่อกับแม่ของฉัน”
ดารณียกมือไหว้
ซึ่งก็ได้รับไหว้ตอบจากพ่อแม่ของปิงฟ้า
“สวัสดีค่ะ” เด็กสาวทักทายอย่างนอบน้อมน่ารัก
ปิงฟ้าแนะนำให้รู้จักจนครบถ้วนตามมารยาทอันดี
“มากับใครหรือหนู” คุณวันดีถาม
“หนูไม่ได้มาทานอาหารหรอกค่ะคุณป้า ร้านนี้เป็นร้านของป๋า”
“อ๋อ…”
“มาฉลองอะไรกันหรือปิงฟ้า?”เธอถาม
“ฉลองที่เทสต์ผ่านฮ๊ะ” เหมยบอกแล้วก็หัวเราะเขินๆ
“เทสต์อะไร?”
“ภาษาอังกฤษฮ๊ะ”
“เหรอ?..
มันคงสำคัญสำหรับเธอมากสิ”ดารณีหัวเราะเบาๆ อย่างแปลกใจ
“ของแน่”เหมยทำท่าเก๋
พี่ชายของดารณีมองเห็นน้องสาวทักทายกับเพื่อนจึงเข้ามาหาด้วยท่าทางมีอัธยาศัยเพราะเขาเห็นปิงฟ้านั่งอยู่ด้วย
สำหรับเขานั้นปิงฟ้าเด่นที่เป็นจิตรกรที่ได้รับรางวัลบ่อย
น้องสาวเขาเล่าให้ฟังว่าเธอมาจากฮ่องกง และวันหนึ่งน้องสาวก็มาเล่าว่าเธอพลัดตกจากอัฒจรรย์อย่างไม่น่าเชื่อ
ทั้งที่เธอไม่มีท่าทางว่าเป็นเด็กซุกซนหรือซุ่มซ่ามสักนิด เขาเคยได้พูดคุยกับเธอบ้าง
เพราะเพื่อนในกลุ่มของเธอ “ปลื้ม”เขาอยู่
“สวัสดีปิงฟ้า” เขาเอ่ยทักด้วยสีหน้าที่มีรอยยิ้มยินดี
“สวัสดีค่ะพี่ดามพ์”ปิงฟ้าไหว้เขาแล้วแนะนำให้รู้จักทุกคน
“โอ้โห.. รวมสองครอบครัวเลยหรือครับ? สั่งอาหารหรือยังครับ
ถ้าขาดตกบกพร่องยังไงต้องผมต้องขอโทษด้วยนะครับ ฉลองชนะประกวดหรือเปล่าปิงฟ้า..” ดามพ์หันมาถาม
เขารู้นี่ว่าเธอส่งภาพเข้าประกวดอยู่เนืองๆ และมักจะชนะเสมอ
“เปล่าค่ะ” เธอตอบ
“เราแค่ครึ้มอกครึ้มใจเลยชวนกันออกมาทานข้าวนอกบ้านเปลี่ยน
บรรยากาศน่ะฮะ” เหมยคุยกับเขาเสียงแจ้วด้วยลีลายียวนเล็กน้อย
“ออ” เขาทำเสียงอยู่ในคอพลางพยักหน้า
“ที่นี่ขายดีนะฮะ คนแน๊นแน่น เลยทำให้ร้อน
ความจริงอยู่บ้านทำทานเองดีกว่า”
เหมยรวนด้วยนึกหมั่นใส้ท่าทางเจ้าชู้มีหูมีตาของเขา
“แหมใจเย็นๆ สิครับน้อง” เขาหัวเราะเบาๆ
“ตามสบายนะครับทุกคน
ปิงฟ้าพี่ต้องขอตัวก่อนนะครับ
แล้วเดี๋ยวจะเร่งอาหารให้”
สองพี่น้องขอตัวออกไปแล้ว
เหมยเหลือบตามองตามดามพ์ไปด้วยท่าทางโล่งอก
ท่าทางของเธอทำให้หลายคนเกิดรอยยิ้ม
แต่คุณนพรัตน์กับภรรยามองสบตากัน คุยกันด้วยสายตาว่า ลูกสาวคนนี้โตแล้ว… เหมือนดอกไม้แรกแย้ม เริ่มมีภมรมาบินโฉบ แต่เขายังมองเห็นลูกเป็นเด็กในสายตาอยู่เสมอ..
และท่าทางปิงฟ้าก็ไม่ประสีประสาที่จะตอบรับสายตาวิบวับของเด็กหนุ่มแม้นแต่น้อย
“แหม..มีลูกขยันอย่างนี้น่าชื่นใจนะคะ”
คุณวันดีเอ่ยชมสองพี่น้องลูกเจ้าของภัตตาคาร
“โถ… เหมยก็ขยันนะคะ” แม่ของปิงฟ้าบอกพลางหันมายิ้มให้เหมย
“แม่อยากมีร้านอย่างนี้บ้างไหมล่ะฮ๊ะ” เธอถามพลางกวาดตามองไป รอบๆ เธอชอบทำอาหาร
และเมื่อมาอยู่กับปิงฟ้าผู้รักการวาดภาพเป็นอย่างยิ่ง
ทำให้เธอเริ่มมีความฝันที่จะทำในสิ่งที่เธอชอบให้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาบ้าง
“จะเปิดร้านหรือไง?” พี่สาวเอ่ยถาม
“ก๊อ..ไม่แน่”
“แต่ก่อนอื่นต้องเรียนให้จบเสียก่อน”คุณวันดีว่า
“ถ้าพี่เหมยเปิดร้าน น้องแป้งจะช่วยนะคะ” น้องแป้งบอก
“ช่วยกินหรือช่วยอะไร?” ศรัณขัดคอขึ้นมา
“แหม!”
ไม่นานนัก
พนักงานก็ทยอยเสิร์ฟอาหาร รสชาติอาหารที่นี่อร่อยอย่างที่ใครเขาลือกันจริง
ๆ หากแต่ตอนคิดเงิน พนักงานกลับบอกคุณนพรัตน์อย่างนอบน้อมว่า
“คุณดามพ์ลดพิเศษให้ 30% ค่ะ”
คุณวันดีรีบกวักมือให้มาคิดเงินกับตน
“ลดตั้ง 30%” สีหน้าหล่อนยิ้มๆ
หยิบใบรายการอาหารทั้งหมดมาสำรวจดูตามความเคยชิน แล้วหยิบเงินจ่าย
“ไม่ต้องทอนนะจ๊ะ..แล้ววานบอกคุณดามพ์ของเธอด้วย..ว่าขอบใจ”
หล่อนทิปไปพอสมควร
คิดเสียว่าทุ่นค่าอาหารไปถึง 30%แล้ว
พนักงานสาวยกมือไหว้อย่างนอบน้อมก่อนจะถอยออกไป
เรื่องนี้น้องแป้งเอาไปคุยโวกับคุณกัลยาผู้เป็นแม่ตอนเย็น
“พี่ดามพ์คนนี้นะคะคุณแม่ เค้ามองพี่ปิงตาเยิ้มมากเลยล่ะค่ะ
พอตอนคิดเงินนะคะ เค้าลดราคาให้เราตั้ง 30% นะคะคุณแม่
คุณป้าวันดียังแซวว่าพี่ปิงมีเสน่ห์
แต่คุณลุงบอกว่าพี่ดามพ์แก่แดด..คุณลุงไม่ชอบที่คุณป้าวันดีพูดอย่างนั้นนะคะคุณแม่..คุณลุงหวงพี่ปิงใช่ไหมคะแบบนี้”
“เราก็แก่แดด …” กัลยาจ้องหน้าลูกทำท่าขึงขัง
แล้วหล่อนก็กลับยิ้มขำ
“แก่แดดยังไงคะ?”
“ก็แก่แดดที่ไปสนใจเรื่องอะไรที่มันไม่ใช่เรื่องของเด็กน่ะสิคะ..แล้วก็
.. อย่าทำเป็นออกความคิดความเห็นอะไรเข้าเชียวนะ”
“ทำไมล่ะคะ?”
“ก็…มันเสียมารยาทน่ะสิคะน้องแป้งขา
เสียมารยาทมากๆ เลยนะคะเรื่องแบบนี้”
“เรื่องแบบนี้มันแบบไหนคะ? แบบที่มีผู้ชายมาทำตาหวานใส่พี่ปิงน่ะเหรอคะ?”
“จุ๊…” ผู้เป็นแม่ใช้นิ้วชี้จุ๊ปาก
“แหม..”
“แล้วก็อย่าไปพูดที่ไหนนะคะ”
“ทำไมคะ?”
“มันไม่เหมาะสิคะ เดี๋ยวใครเขาจะเข้าใจว่าพี่ปิงของหนูเป็นพวก..
พวกที่ชอบทำตัวให้ผู้ชายสนใจ”
“พวกดัดจริตน่ะหรือคะ?”
“ต๊าย!!!” คุณกัลยาอุทานพลางเอามือทาบอก
น้องแป้งถอนใจ
“พี่ปิงไม่ใช่เสียหน่อย
พี่ปิงไม่สนใจพี่ดามคนนั้นแม้นแต่นิ๊ดเดียว”
“นั่นแหล่ะอย่าพูดไป
เพราะมันไม่เหมาะเข้าใจไหมคะ?”
“พูดแล้วคนจะเข้าใจว่าพี่ปิงของหนูดัดจริตใช่ไหมคะ?”
“จะว่างั้นก็ได้”
คราวนี้ลูกสาวทำปากแบะ
หากทว่า…คนห้ามก็หาได้ห้ามปากของตัวเองได้ไม่
เมื่อพบกับวิลันดาหล่อนก็พลั้งปากเล่าไปจนได้
“เด็กเหมยผลเทสต์ดีขึ้นเยอะค่ะคุณดา
พวกนั้นเลยดีใจกันใหญ่เลย” พวกนั้นของหล่อนคือที่บ้านปิงฟ้าและพี่กับแม่ของเหมยนั่นเอง
“อย่าบอกนะว่าฉลองกันใหญ่” คู่หมั้นดักคอ
“แหม..อย่าซื้อหวยนะคะคุณฤกษ์ขาเดี๋ยวเจ้ามือจะไม่มีเงินจ่าย”
คราวนี้ฤกษ์ฤทธิ์หัวเราะก้ากชอบอกชอบใจ
กัลยาเองก็ยิ้มหน้าบานทีเดียว
มีแต่วิลันดาเท่านั้นที่ได้แต่ฝืนยิ้ม
“คุณวันดีขอเลี้ยงค่ะ
ไม่ไปเป็นไม่ยอมเลยไปกันทั้งสองบ้านอ้อ..มีลูกสาวคนข้างบ้านติดสอยห้อยตามไปกับเขาด้วยเหมือนเดิม”
“สมมุติว่าอีกหน่อยยายหนูแกเกิดไปเป็นสะใภ้บ้านนั้นเข้าเป็นอันว่าไร้ปัญหาเรื่องแม่ผัวลูกสะใภ้..”ฤกษ์ฤทธิ์เย้าแหย่
“อุ๊ย! ..คุณฤกษ์ขา..ตายแล้ว..” กัลยาร้องลั่นพลางหัวเราะคิกๆ
“ช่างคิดนะคะ คิดได้ยังไงกันเนี่ยะ..”แล้วหล่อนก็ กระแนะกระแหนเอาตรงๆ
“เด็กเล็กเท่าเมี่ยง
อุตส่าห์คิดจับคู่ให้เนี่ยะนะคะโอ้แม่เจ้า..” หล่อนส่ายหน้าไปมา
โกรธก็โกรธ แต่ขันก็ขัน ฤกษ์ฤทธิ์หัวเราะใหญ่ กัลยาค้อนให้อย่างหมั่นไส้
ทั้งหมั่นไส้ทั้งเอ็นดู..
“ท่าทางพวกเด็กๆ คงสนุกกันใหญ่สิคะ” วิลันดาว่า
“สนุกค่ะคุณดาขา
โดยเฉพาะเด็กแป้งแหม..ยายแป้งสนุกทุกเรื่องล่ะค่ะ ทุกเรื่องที่ได้ทำกับพวกพี่ๆ ”
“ไปทานกันที่ไหนล่ะคะ” ฤกษ์ฤทธิ์ถาม
“ภัตตาคารหงส์ขาวค่ะ”
“อ๋อ…ร้านนี้อร่อยใช้ได้ทีเดียว”
“เคยไปค่ะ” กัลยาทำเสียงประชด วิลันดามองคนทั้งคู่แล้วอดยิ้มไม่ได้
“น้องดาก็เคยไป” เขาว่า .. กัลยาถอนใจแต่ก็ยิ้มละไม
“บังเอิญเพื่อนของปิงเป็นลูกเจ้าของภัตตาคารเสียด้วย”คู่หมั้นของฤกษ์ฤทธิ์จีบปากจีบคอคุยต่อ
“อ๊าว! เหรอ… ดีสิได้ส่วนลด10 %ชัวร์” เขาเดา แต่อีกฝ่ายส่ายหน้าช้าๆ
“20%” เขาเดาอีก
“30ค่ะ” หล่อนบอก
“โอ้โห!”
“แต่คนลดให้30%ไม่ใช่เพื่อนปิงหรอกนะคะ.. พี่ชายน่ะ”
คู่หมั้นของหล่อนเลิกคิ้ว.. วิลันดารู้สึกร้อนผ่าว..
“อืม..” ฤกษ์ฤทธิ์ครางเบาๆ
ในลำคอ
“ก็.. ธรรมดาน่ะนะ เด็กปิงฟ้าเธอเป็นสาวจี๋แล้วนี่” (สาวจี๋*ภาษาเหนือแปลว่าสาวน้อย)
“อะไรๆ แบบนี้มันเป็นเรื่องธรรมดาของพวกเด็กสาวๆ
.. ก็เหมือนดอกไม้แรกแย้มน่ะคุณ” เขาออกความเห็นพร้อมรอยยิ้มอ่อนละไม
“แล้วคุณพ่อของปิงฟ้าว่าไงบ้างคะ” วิลันดาเอ่ยถาม
“เห็นน้องแป้งเธอว่าท่าทางไม่ค่อยชอบนี่คะคุณดา”
“คงต้องเริ่มไว้หนวด หัดถือตะพด”ฤกษ์ฤทธิ์หัวเราะ
“ปิงฟ้าไม่ใช่ลูกสาวคนโตนะคะคุณฤกษ์ ถ้าจะไว้หนวดเพราะมีลูกเป็นสาว คงไว้หนวดมาตั้งนานแล้ว” วิลันดาว่า
“นั่นสิคะ
เจ้ใหญ่ของปิงน่ะทั้งสวยทั้งหวานนะคะ สวยกว่าปิงอีก..คุณดาเคยเห็นหรือยังคะ?”
“ยังค่ะ” วิลันดายิ้มแต่ก็แห้งแล้งมาก..
หล่อนจะมีโอกาสใกล้ชิดกับคนครอบครัวนั้นอีกหรือ?
“คนนั้นสวยหวาน เอี่ยมอ่อง
ช่างแต่งเนื้อแต่งตัวน่ะค่ะ ช่างพูดช่างจา.. ไม่เงียบๆ เหมือนปิง..แหม
..แต่เรียกว่าสวยกันคนละแบบดีกว่าค่ะ ลูกเค้าหน้าตาดีทุกคน..”
“มีลูกสาวสวยถึงสองคนคุณพ่อกลุ้มบ้างไหม นี่ผมว่าจะเริ่มไว้หนวดแล้วนะคุณ
ยายแป้งไม่กี่ปีก็สาวจี๋แล้ว..คุณพ่อต้องเข้มหน่อย.. อย่างผมงดโกนหนวดไม่กี่วันรับรองได้..”
“รับรองว่าเล่นบทโจรได้สบาย” กัลยาประชด
แต่กระนั้นหล่อนก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเขาเล่นบทโจร
โจรคนนี้คงเป็นโจรที่หล่อที่สุด เท่าที่เคยเห็นมาทีเดียว…
...
ได้ข่าวของปิงฟ้าแต่ละหนวิลันดารู้สึกร้อนรุ่มทุกครั้งทุกหน..
แต่ความเชื่อของหล่อนยังคงอยู่อย่างมั่นคง
หล่อนเชื่อเรื่องสายสัมพันธ์ ..
แต่กระนั้นปิงฟ้าก็เติบโตก้าวเดินไปเรื่อยๆ .. หล่อนเองก็ต้องก้าวเดินไปเรื่อยๆ เช่นกัน ผิดกันก็แต่
ฝ่ายหนึ่งก้าวไปสู่วัยอันเบ่งบานสดใสหากอีกฝ่าย… ก้าวย่างไปสู่ความร่วงโรย..แต่หล่อนก็ยังรอ…ยังรอ..
วิลันดาแอบย่องไปที่นั่นอีกหลายครั้ง
..ชั้นใต้ดินไนท์บาร์ซาร์ ร้านตรัย อาร์ตที่ปิงฟ้าทำงานอยู่… หลายครั้งที่เมื่อปิงฟ้าเงยหน้าขึ้นจากงานตรงหน้า
หล่อนต้องหลบวูบ วิลันดานึกอยากเป็นเพียงวิญญาณที่ไร้เรือนร่าง ซึ่งสามารถอยู่ใกล้คนที่หล่อนรักได้เสมอทุกเวลา
แต่หล่อนก็ได้แต่คิดเท่านั้น..หล่อนมีตัวตนมีเนื้อหนัง
แต่กลับต้องหลบซ่อนไม่ให้คนที่หล่อนรักมองเห็น..
ไม่อยากให้ปิงฟ้าต้องกลัวหล่อนไปมากกว่าที่เป็น
ไม่อยากให้ระแวงมากกว่าที่เป็น ..
หล่อนกลับจากที่นั่นด้วยความหดหู่และขมขื่นใจอย่างลึกซึ้งทุกครั้งครา…
เจ้าทับทิมเปิดตัว
“คู่รัก” คนใหม่ด้วยการควักกระเป๋าปิดห้องอาหารของโรงแรมจัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดให้สาวเจ้าอย่างหรูหรานั่นเชียว
สองคนเกี่ยวก้อยกันตัดเค้กราวกับว่ากำลังฉลองพิธีวิวาห์ตามข่าวว่า..
เจ้าทับทิมเป็นข่าวเสมอแหล่ะ..
ผู้หญิงคนใหม่ล่าสุดของเจ้าเป็นแม่หม้ายสาว
เจ้าของธุรกิจขายอุปกรณ์การเกษตร หล่อนมีชื่อว่าเทียนหยด
วิลันดารู้จักเทียนหยดเพราะอุปกรณ์ทำสวน หลายอย่างซื้อหาจากผู้หญิงคนนี้
เทียนหยดเป็นคนทำงานจริงจัง และดูจริงจังต่อทุกสิ่งทุกอย่าง..
วิลันดารู้สึกแปลกๆ ที่คนคู่นี้รักกัน
หล่อนควรยินดีด้วยกับเจ้าทับทิมและเทียนหยดหรือไม่?.. หล่อนรู้สึกไม่ยินดียินร้าย
รู้สึกเพียงแต่ว่านี่เป็นอีกตอนหนึ่งของเจ้าทับทิม
แต่สำหรับเทียนหยด..นี่จะเป็นตอนหนึ่งหรือไม่?..หรือว่านี่คือสิ่งที่เทียนหยดยึดมั่นจริงจังตามนิสัย
แต่ถึงอย่างไรวิลันดาไม่เชื่อว่าผู้หญิงคนนี้จะเป็นคนสุดท้ายในชีวิตเจ้าทับทิม หล่อนไม่ทุกข์ร้อนต่อข่าวเหล่านี้
แต่ขณะเดียวกันหล่อนก็ไม่รู้สึกหยามหยันเมื่อคาดเดาเหตุการณ์ไปเบื้องหน้า หล่อนรู้สึกว่าหล่อนเป็นเพียงคนดูที่ดี ที่นั่งดูหนังดู
ละคร ไม่คิดเป็นคนกำกับตัวแสดงว่าต้องแสดงไปในทิศทางใด ไม่ดีใจหรือเสียใจกับตัวละครมากมาย
เพราะหล่อนมีชีวิตจริงของหล่อน…มีเรื่องราวของหล่อนเองที่มีปัญหาเหมือนกำลังโต้คลื่นอยู่กลางทะเลกว้าง…
ทว่า!..
หลังจากนั้นไม่นานนัก วิลันดาก็ต้องแปลกใจที่ เจ้าทับทิมขับรถเข้ามาในสวนพร้อมเทียนหยด
“สวัสดีค่ะน้องดา..” เจ้าเอ่ยทักด้วยสีหน้าและน้ำเสียงแจ่มใส
พบกันหนนี้แปลก..ด้วยเจ้าทับทิมแต่งตัวด้วยชุดม่อฮ่อมเก่าๆ สวมหมวกสาน
แต่หมวกก็ยังสวย แว่นกันแดดที่สวมก็สวยมียี่ห้อ
ส่วนเทียนหยดแต่งตัวด้วยชุดเสื้อยืดกับกระโปรงบานลายดอกไม้ง่ายๆ แต่สดใส
“สวัสดีค่ะคุณดา”
“สวัสดีค่ะเจ้า
สวัสดีคุณเทียน” หล่อนทักทายยิ้มแย้ม
“ไปไหนกันมาค่ะนี่”
วิลันดาเอ่ยถามตามมารยาท หล่อนนั่งทำงานอยู่ที่ซุ้มกุหลาบ
เมื่อเห็นรถแล่นตรงมาที่กระท่อมจึงเดินออกไปรอดูแล้วเลยยืนคุยกันอยู่ตรงหน้าซุ้มนั่นเอง
“บังเอิญคุณเทียนเธอมีสวนอยู่ถัดไปแถวนี้
เรามาฮอลิเดย์กันเลยแวะเข้ามาทักทายเพราะรู้ว่าวันหยุดอย่างนี้น้องดาอยู่ในสวน” เจ้าทับทิมยิ้มละไมอย่างคนที่มีความสุข
“เพิ่งทราบว่าคุณเทียนซื้อที่ไว้แถวนี้” ”
“เพิ่งซื้อค่ะ”เทียนหยดบอกพลางชม้ายชายตาหวานละไมให้เจ้าทับทิม… อย่างที่น่าคิดไปว่า…อ้อ! เจ้าซื้อให้..
“สวนป้าจรัสศรีน่ะค่ะคุณดา
คุณดาคงรู้จัก”
วิลันดารู้จัก
เพราะเป็นสวนลำใยที่อยู่ถัดไปไม่ไกลจากที่นี่มากนัก
จำได้ว่าเมื่อหลายเดือนก่อนป้าจรัสศรีเคยมาเจรจาขายสวนให้ แต่หล่อนบอกปฏิเสธไปเพราะที่ไม่ติดกัน
ถ้าเป็นที่ๆ ติดกับสวนของหล่อนๆ คงซื้อเอาไว้
“รู้จักค่ะ” หล่อนพยักหน้ารับ เชื้อเชิญให้คนทั้งสองเข้ามานั่งในซุ้ม
และเรียกหานางตุ๊แม่บ้านให้หาน้ำมารับรองแขก
นางตุ๊เห็นเจ้าทับทิมก็ทำท่าครุ่นคิด..จำได้คลับคล้ายคลับคราว่าคนๆนี้เคยมาที่นี่เมื่อนานมาแล้ว
“พี่ตุ๊ใช่ไหม?” เจ้าเอ่ยทักด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
นางตุ๊ยกมือไหว้
“จำได้ไหม
สมัยก่อนฉันเคยมากับคุณดา
ตอนนั้นเรายังเรียนหนังสือกันอยู่.. นานมากแล้วล่ะ”
“ก็… คลับคล้ายคลับครานะคะ แต่..” นางส่ายหน้า
“แต่จำไม่ได้หรอกค่ะ”
นางตุ๊ได้แต่ยิ้มๆ
แล้วค่อยๆ เลี้ยงออกไปจัดแจงเรื่องน้ำท่า
“ที่นี่อากาศดีนะคะ” เทียนหยดชวนคุย
“เมื่อก่อนพี่เจ้าเข้ามาที่นี่บ่อยหรือคะคุณดา” แล้วหล่อนก็ตั้งคำถามเหมือนสอบสวนคนรักอยู่กรายๆ ..
เทียนหยดท่าทางจะขี้หึงไม่น้อย
วิลันดาเหลือบมองเจ้าทับทิมที่ยืนมอง ออกไปรอบๆ อย่างไม่รู้ทุกข์รู้ร้อน
ใบหน้านั้นแต้มด้วยรอยยิ้มนิดๆ ด้วยซ้ำไป
“ไม่บ่อยหรอกค่ะ”
“นั่นสิคะ ขนาดแม่บ้านยังจำไม่ได้เลย”เทียนหยดหัวเราะแก้เก้อ
“พี่กับน้องดาเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน” เจ้าหันมาบอก
“คงป็อปปูล่ามากใช่ไหมคะคุณดา”หล่อนถามอีก
“เอ..” คราวนี้วิลันดานึกขัน..
“ตอนนี้เป็นยังไงล่ะคะ..” วิลันดาหัวเราะเบาๆใบหน้ายิ้มละไม
“ตอนนี้กับตอนนั้นก็เหมือนกัน
” หล่อนตอบจากใจจริง
“..เนื้อหอมเหมือนน้ำหอมฝรั่งเศส ..” สาวเทียนหยดว่าพลางชายตาหวานฉ่ำ
สายตานั้นมันเหมือนกระจกที่วิลันดาส่องเห็นตัวเองในอดีต..
วิลันดาคนที่ทั้งรักทั้งชื่นชม ทั้งแหนหวงเจ้าทับทิม
แต่สายตาของเทียนหยดมีอะไรมากกว่านั้น… มันมีความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของอย่างเต็มที่เต็มทาง..
“โอ้โห..” เจ้าหัวเราะ
“อย่างงั้นเชียวหรือคุณ..น้ำหอมฝรั่งเศส..” เจ้าหัวเราะพลางแซว
“อย่างงั้นเลยล่ะค่ะ” สบตากัน
เทียนหยดและเจ้าทับทิมก็ทำตาหวานเข้าใส่กัน
สายตาเทียนหยดนอกจากจะหวานฉ่ำหยาดเยิ้มแล้วยังมีแววดุอีกด้วย
เหมือนมันคอยจะบอกว่าบัดนี้เจ้าหมดสิทธิ์จะหวานกับใครอีกต่อไป...
“ตกลงคุณเทียนซื้อสวนลำไยของป้าจรัสศรีไว้ทั้งหมดเลยหรือคะ?” วิลันดาชวนคุยในเรื่องที่มีสาระบ้าง
“คนละครึ่งกับพี่ชายค่ะ
แต่เทียนให้พี่ชายดูแลส่วนของเทียนด้วย เทียนคงแวะเข้ามาบ้างเท่านั้นล่ะค่ะ
แต่พี่เจ้าว่าจะปลูกบ้านหลังใหม่ บ้านเก่าของป้าแกเราจะใช้เป็นบ้านพักคนงาน”
ท่าทางคนบอกออกปลาบปลื้มไม่น้อย..หรือเจ้าทับทิมจะปักหลักกับเทียนหยด
จริงๆ แล้ว…ที่ป้าจรัสศรีสามสิบกว่าไร่
ปลูกลำไยประมาณยี่สิบไร่ นอกนั้นปลูกผลไม้อื่นพอกินในครัวเรือน ตอนแกมาถามขาย
อ้างเหตุผลว่าลูกคนโตที่กรุงเทพฯเดือดร้อนเรื่องการเงิน
ราคาที่แกบอกขายนั้นไม่แพงเพราะร้อนเงิน
วิลันดาคิดว่าจะถามญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงเรื่องที่ผืนนี้ แต่แล้วก็ลืมจนได้
เจ้าทับทิมอาจซื้อให้เทียนหยด
และดูมันมีความหมายต่อหล่อนเหลือเกิน มันหมายถึงความแน่นแฟ้นอย่างนั้นหรือ? หรือความจริงสมบัติแค่นี้เป็นเพียงการซื้อของเล่นสำหรับเจ้าทับทิม
แต่เทียนหยดดูจริงจัง เหลือเกิน…
หล่อนคุยกับวิลันดาเรื่องสวนและเรื่องเครื่องมือเกษตรใหม่ๆ
ที่มีเข้ามา.. เจ้าทับทิมได้แต่นั่งฟังและมองหน้าคนนั้นที คนนี้อีกที
“ตายแล้ว…คุยเพลินจนจะเย็นแล้วสิคะ”
“ได้เวลาน้ำชาแล้วล่ะค่ะ” เจ้าบอก
แต่วิลันดาก็เฉยเสียหาได้เชื้อเชิญให้อยู่ต่อแต่อย่างใด
“จะกลับกันแล้วหรือคะ?” หล่อนกลับว่าอย่างนี้เสียอีก
“คงต้องกลับก่อนล่ะค่ะ
รบกวนเวลาทำงานคุณดาตั้งนานแล้วนี่คะ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”วิลันดาได้แต่ยิ้มน้อยๆ
“วันหน้าบางทีเราอาจแวะมาเยี่ยมคุณดาอีกนะคะ..พี่เจ้าคงหิวแล้วล่ะค่ะ ติดชาค่ะ
ต้องรับทุกบ่าย..พวกนักเรียนนอกเป็นอย่างนี้ทุกคนหรือเปล่าคะพี่เจ้า”..
วิลันดาได้แต่ยิ้ม
หล่อนเดินไปส่งที่รถคันสวยที่มีฝุ่นจับเสียแล้วด้วยมันถูกใช้วิ่งในที่ๆ ไม่เหมาะสมกับรูปหรูราคาแพงของมัน
รถเก๋งยุโรปคันงามอย่างนี้ควรวิ่งบนถนนลาดยางดีๆ ในเมืองเท่านั้นหรอก
มาแล่นบนถนนลูกรังอย่างนี้เสียสวยไปเยอะ
“พี่ว่าใช้ออฟโรดแบบน้องดาน่าจะดีกว่า” เจ้ามองไปที่รถที่จอดในโรงรถ
“สวัสดีค่ะ” วิลันดาเจ้าบ้านตัดบท
ยกมือไหว้และรับไหว้จากเทียนหยด
“สวัสดีค่ะคุณดา”
“ไปก่อนนะคะน้องดา” เจ้าทับทิมเอ่ยลา
และขับรถออกไป..
วิลันดากลับมานั่งที่เดิม
นางตุ๊เดินเข้ามาถามว่า
“ไม่อยู่รับของว่างหรือคะคุณ”
“ไปรับที่บ้าน”วิลันดาหัวเราะ
“สองคนนี้เค้าซื้อที่ของป้าจรัสศรีเอาไว้” หล่อนบอก
“สวนลำไยน่ะหรือคะ?”
“ฮื่อ…”
ส่วนเจ้าทับทิมและเทียนหยดเมื่อกลับออกไป
เทียนหยดก็เสียดสีไปเกือบตลอดทางอย่างหยิกแกมหยอก
“หมู่นี้คุณดาไม่มีใครมาวอแวเลยสักคน”
“วอแวยังไง?”
“พี่เจ้าแกล้งไม่ทราบ หรือไม่ทราบจริงๆ กันแน่คะว่าคุณดาเธอเป็นดี้..”
เจ้าทับทิมได้แต่ยักไหล่
“แต่ก่อนเทียนเคยเห็นแฟนทอมของเธอที่กระท่อม…”
“มันก็ธรรมดานี่…เทียนยังเป็น..”
เจ้าว่า
“เคยเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกัน..
ไม่เคยชอบเธอบ้างเลยหรือคะ?”
“แต่ก่อนนอกจากรวยแล้ว น้องดาไม่มีอะไรเด่นมาก ถึงทุกวันนี้ก็เหมือนกัน”
“พี่เจ้าชอบคนเด่นหรือคะ?”
“ชอบคนมีเสน่ห์” เจ้าทำตาหวาน บอกสั้นๆ แค่นี้แหล่ะ
แต่หวานไปถึงไหนๆ
“แต่เทียนจน” หล่อนประชดอีก
“คุณมีธุรกิจ มีบ้าน มีรถ มีเงิน… มีหน้ามีตาในสังคม
ไม่มีใครเรียกคนที่มีทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้ว่าคนจนหรอก”
“แต่ก็จนกว่าคุณดา จนกว่าพี่เจ้า”
Subscribe to:
Posts (Atom)
