“ไม่มีใครมีอะไรเท่ากันนะ…ถ้าพี่กับน้องดาไม่มีสมบัติพ่อแม่…ลำพังต่อสู้ด้วยตัวเองพี่อาจเป็นเพียงวินมอเตอร์ไซต์
หรือคนขี่สามล้อก็ได้”
“แต่พี่เจ้าก็โชคดี..”
“คุณควรภูมิใจนะที่ทำมาหากินด้วยตัวเองจนมีวันนี้”
“เทียนภูมิใจค่ะ
แต่บางครั้งก็รู้สึกว่ากว่าจะมีวันนี้ได้ ต้องฝ่าฟันอะไรต่อมิอะไรยากลำบากเหลือเกิน
ไม่เหมือนคนที่เขามีกองทุนมาแต่เกิด พลาดพลั้งอะไรขึ้นมาก็มีคนคอยอุ้ม ..สบ๊ายสบาย”
เจ้าถอนใจ
“มองโลกในแง่ดีบ้างเถอะ
แล้วคุณจะมีความสุขกว่านี้”
“แค่นี้เทียนก็มีความสุขมากแล้วล่ะค่ะ
ได้เป็นแฟนเจ้าทับทิม..จริงๆ นะคะพี่เจ้า
เทียนรักพี่เจ้าม้าก มาก.. ทั้งรักทั้งหลง ทั้งหวงทั้งห่วงไปหมด
เทียนขี้หึงนะคะพี่เจ้า
ฉะนั้นตอนนี้ถ้าพี่เจ้าจะกลับใจ… มันก็สายไปแล้ว”
เจ้าทับทิมเหลือบมองหล่อนอีกหนแล้วหัวเราะ เอื้อมมือไปจับมือหล่อน
“พี่ว่าตั้งแต่พี่ชอบคุณ
พี่ยังไม่เคยเหลวไหลเลยนะ”
“หมดสิทธิ์แล้วล่ะค่ะ” เสียงหล่อนเฉียบขาด
“ดุจัง” เจ้าบ่นงึมงำ หากแต่ทำให้เทียนหยดยิ้มกริ่มอย่างมีความสุขที่ฝ่ายนั้นยอมให้ข่ม
…

บทที่ 20
“สวัสดีครับ”…เขาเป็นเด็กหนุ่มผมทองรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวอมชมพู ผมหยิกเป็นลอนเล็กๆ ยาวระบ่า
ใบหน้าเขาแจ่มใสมีรอยยิ้มเป็นมิตร …
และดวงตากลมโตสีครามของเขาชวนมองเหลือหลาย…ปิงฟ้าเงยหน้าขึ้นมาจากภาพวาดก็พบดวงตาสีครามคู่นั้นจ้องมองมา
“สวัสดีค่ะ.. มีอะไรให้ช่วยไหมคะ?”ปิงฟ้าพูดกับเขาเป็นภาษาไทยเพราะเขาทักเธอเป็นภาษาไทยนี่นา
เธอคิดว่าเขาเข้ามาเพื่อจะใช้บริการที่ร้าน แต่กลับไม่ใช่
“ no..no…"
คราวนี้เขาใช้ภาษาอังกฤษ เขารู้ภาษาไทยแค่สวัสดี ขอบคุณ กินข้าว และคำง่ายๆ อื่นอีกไม่กี่คำเท่านั้นเอง
“ผมอยากให้คุณช่วย” เขาใช้ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน
เด็กหนุ่มผมทองยื่นกระดาษชิ้นหนึ่งให้ดู
มันเป็นชื่อร้านขายสินค้าจำพวกไม้แกะสลักสำหรับเป็นของประดับบ้าน
ร้านนี้ปิงฟ้ารู้จัก แต่ค่อนข้างหายากเขาคงไปไม่ถูก
“อะไรหรือปิง?” ตรัยหันมาถาม ปิงฟ้ายื่นกระดาษให้เขาดู
“จ๊างแก้ว(ช้างแก้ว)” เขาพึมพำชื่อร้านแล้วหันมาถามปิงฟ้าว่า
“ใช่ไหมปิง?”
“คงใช่นะคะ ร้านแกะสลักน่ะค่ะพี่”
“อยู่ชั้นบน” เขาชี้มือ..
หนุ่มผมทองมองตามมือแล้วก็ยิ้ม ยิ้มอย่างน่ามองทีเดียว ริมฝีปากของเขาแดงระเรื่อ..
“รู้เรื่องไหม? ไม่รู้เรื่องหรอกรึ? เมื่อกี้ได้ยินสวัสดีกันอยู่นี่นา” เจ้าของร้านหัวเราะ
แล้วเขาก็เปลี่ยนภาษาคุยกับเจ้าหนุ่มต่างชาติ
แต่เจ้าหนุ่มก็ยังงุนงงปักหลักยืนทำท่าไม่เข้าใจอยู่อย่างนั้น
เพราะที่ตรัยบอกนั้นมันดูวกวนยากที่จะเข้าใจได้ง่ายๆ
“คุณคิดค่าบริการก็ได้ ช่วยนำทางผมหน่อย” เขาบอกอย่างนี้แหล่ะ ตรัยยักไหล่
หันมามองปิงฟ้า แจ้นั่งยิ้มนิดๆ
“ฉันพาคุณไปเอง.. ไม่คิดเงิน” ปิงฟ้าว่าแล้วคืนกระดาษให้เขา
เด็กหนุ่มผมทองทำตาลุกวาวน่ามอง
จมูกเขาโด่งพอสวย ปากสีสวยเหมือนผลไม้สุกที่สดใส
ปิงฟ้านำเขาไปที่ร้านที่เขาต้องการ
“คุณพูดภาษาอังกฤษได้ดี” เขาชม
“ขอบคุณ” เธอเอ่ยพลางหมุนตัวกลับ
“เดี๋ยวสิ.. ผมยังไม่ได้ขอบคุณคุณเลยนะ ..
ขอบคุณที่กรุณา”
“ค่ะ”
“เดี๋ยว! ” เขาตามมาดักหน้าไว้อีก
ท่าทางลิงโลดน่ารักเหมือนกระรอกกระแตตัวโตๆ มีขนสีทองเงางาม
“ผมชื่อเดวิด” เขาแนะนำตัวเอง
มีอะไรบางอย่างเหมือนดาวนับล้านๆ
ดวงเต้นระยิบระยับอยู่ในดวงตาสีสวยของเขา
ซึ่งดูเหมือนว่าขณะนี้เขาไม่เห็นสิ่งอื่นใดนอกเหนือไปจากใบหน้าของปิงฟ้าเท่านั้น..
“ฉันปิงฟ้า..”
“พิง-ฟา..” เขาพยามเรียก
ปิงฟ้าหัวเราะแล้วเขาก็ยักไหล่
“เรียกยากนะ เรียกพิ้งได้ไหม มันดูง่ายกว่า” เขาต่อรองน่าเอ็นดู
รอยยิ้มของเขา ดวงตาของเขา
และท่าทางของเขาอีก..มันแสดงออกมาหมดราวกับพระเอกวัยรุ่นที่แสดงได้เก่งกาจ
และกำลังแสดงบทตกหลุมรักนางเอกอย่างปุบปับยังไงก็อย่างงั้น
.. เธอรู้สึกได้.. แต่เธอแค่รู้สึกยินดี.. แค่รู้สึกดี.. รู้สึกแปลกใหม่..
แต่แล้วเธอก็คิดถึงวิลันดาอีกแล้ว..เธอไม่สามารถห้ามไม่ให้คิดถึง..
“แล้วแต่คุณเถอะ” ปิงฟ้ายิ้มให้เขา
“ผมจะอยู่เชียงใหม่อีก15วัน..
ผมจะพบคุณอีกได้ไหม?” เขาว่า
คราวนี้ปิงฟ้านิ่งคิด
… เพื่อนชาย?..
“ฉันทำงานที่ร้านนั้นตอนเย็นถึงค่ำวันธรรมดา
กับตอนกลางวันของวันหยุด” เธอบอก
“ผมจะมาพบคุณอีก” ดวงตาสีครามของเขาวาววาม
ปิงฟ้าเดินจากมาพร้อมรอยยิ้ม.. นี่ถ้าเพื่อนๆ ที่มีเพื่อนชายแล้วทั้งหลายมาเห็นเด็กหนุ่มหล่อผมทองตาสีครามสวยคนนี้เข้า
คงพากันอิจฉาที่เขาทำท่าอย่างนี้ ทำตาอย่างนี้ใส่เธอ..
มันน่าตื่นเต้นเหมือนกัน
มันทำให้เธอยิ้ม และทำให้เธอถูกตรัยแซว..
“ส่งถึงที่หรือเปล่าสาวจี๋?”
ปิงฟ้าหัวเราะแล้วหันไปเห็นรอยยิ้มเหมือนโล่งใจของแจ้เข้า..
เธอยิ้มให้แจ้ด้วย และเธอคิดว่าตัวเธอคงหน้าแดง..
“เขาไปซื้ออะไรที่ร้านนั้นล่ะ?” ตรัยถาม
“ไม่รู้ค่ะ”
“อ้าว.. ไม่ถามอะไรเลยเรอะ” รงค์เอ่ยถามเสียงหลง
น้ำเสียงนั้นตั้งใจหยอกเย้าเต็มที่
“เปล่าค่ะ”
“ไม่เป็นเลย..”รงค์บ่นพลางส่ายหน้าไปมา
“ไม่เป็นอะไรรงค์ ?” แจ้หันไปถาม
“ไม่เป็นแม่รีแม่แร่ดเหรอ?”เธอถามต่อด้วยหน้าตาเฉย
“แหมพี่แจ้..” รงค์ค้อนพลางขมวดคิ้ว
“เป็นผู้หญิง..
แร่ดมั่งเล็กๆน้อยๆ จะเป็นไร..”
เขาว่าเข้านั่น
“ฮึ!”แจ้แค่นหัวเราะ
“พอเห็นบ่าวหล่อเอาสวิงช้อนเสีย..”แจ้ว่าแกมประชด แล้วเสียงหัวเราะก็ครืนขึ้น
“แต่หล่อมากนะนั่น..มีลูกกับฝรั่งหล่อๆแบบนี้
คลอดออกมาสองเดือนไปเป็นดาราได้เลย”รงค์ว่าอย่างคนคิดไปไกลหากค่อนข้างเพ้อเจ้อและบ้าบอ
“กะเอารวยล่ะนะ”ตรัยหัวเราะหึๆ
“คนเพิ่งพบกันนะไอ้รงค์มึงว่าไปถึงมีลูกมีเต้า”
“อ้าว..นี่แหล่ะเขาเรียกมีวิสัยทัศน์” รงค์หัวเราะสนุก
...
แล้ววันต่อมาเด็กหนุ่มเดวิดก็โผล่มาให้ปิงฟ้าถูกแซวหนักกว่าเดิมเข้าไปอีก เพราะเขาเข้ามาคุยด้วย และขอนัดปิงฟ้าไปเที่ยว
เมื่อเขาไปแล้วรงค์จึงว่า
“อย่างงี้สมควรที่เราจะหวงไหมเนี่ยะ?” สีหน้าเขาครุ่นคิด
“หวงหน่อยก็ดี”ตรัยบอก
แต่แม้นหวง
เดวิดก็มาทุกเย็น มานั่งคุยด้วย
ทุกคนฟังเขาเพลิด แม้นจะรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง และทำงานไปด้วย
แถมมีอะไรก็ชวนเขา กินด้วย
เดวิดก็น่ารัก
เขาเล่าเรื่องของเขาให้ฟังว่าเขาเพิ่งจบชั้นไฮสครู ตัวเขาอยากเรียนดนตรี
แต่พ่อแม่อยากให้เขาเรียนหมอ เขาอยู่ในระหว่างการตัดสินใจ
เขามีญาติที่เคยมาเมืองไทยในโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ญาติคนนั้นเล่าให้เขาฟังถึงเมืองเชียงใหม่
ทำให้เขาอยากมา เห็นด้วยตา
เขาจึงบินมาเที่ยวเสียก่อนๆ ที่จะคิดตัดสินใจว่าตัวเองควรจะเลือกทางไหน
“คุณคิดว่าผมควรเลือกอะไร?” เขาถามปิงฟ้า
“คำถามของคุณเหมือนไม่ใช่คนอเมริกัน”เธอยิ้ม
“คนอเมริกันในความคิดของคุณเป็นอย่างไรหรือปิงฟ้า?”เขาจ้องตาพลางยิ้มละไม
“มีอิสระทางความคิด”เธอว่า
เขายักไหล่
“ผมอยากเป็นนักดนตรี” เขาว่าแล้วทำหน้าย่น
“แต่อนาคตทางดนตรีเต็มไปด้วยการแข่งขัน..
ผมว่าพ่อผมคิดถูก แต่.. ผมอยากลองใช้ชีวิตโลดโผน..”เขาหัวเราะแล้วส่ายหน้า
“ฉันช่วยคุณคิดไม่ได้หรอกคุณต้องคิดเองเพราะมันเป็นชีวิตของคุณนี่คะ”
“เป็นหมอก็เล่นดนตรีได้นี่เดวิด” ตรัยออกความเห็น
“บ้านเราหมอเป็นโฆษกก็มี
หมอร้องเพลงก็มี..เป็นสส.ก็เยอะ”เขาว่า เดวิดทำตาโตอย่างแปลกใจ
“จริงหรือครับ? เก่งจริง.. ผมไม่สามารถเรียนหมอพร้อมๆ กับเรียนดนตรี..” เขายักไหล่คราวนี้ตรัยขมวดคิ้ว
“เออเว้ย..พวกฝรั่งเขาจะเป็นนักดนตรีเขาต้องเรียนเป็นเรื่องเป็นราว…เขาไม่สวมหมวกหลายใบ..”เขาพึมพำเป็นภาษาไทยพลางพยักหน้าหงึกหงัก
“อะไรเหรอพี่ตรัย?” รงค์สะกิดถาม
“พี่ว่าบ้านเราเป็นหมอก็เป็นโฆษก
เป็นดาราเป็นนักร้อง ได้ เป็น สส.
ก็มี” เขาพากษ์ไทยอีกรอบ
“เจ้าเดวิดเขาคิดไม่ตกว่าเขาจะเรียนอะไรดี
เขาชอบอยากเป็นนักดนตรี ข้างพ่ออยากให้เขาเป็นหมอ”
“อ๋อ…” รงค์พยักหน้ารับรู้
“เป็นนักดนตรีมีสิทธิ์ดังเหมือนกันนะ
หล่อลาก..อย่างนี้” รงค์ว่า
“อยากเป็นอะไรก็เป็น” แจ้ว่า หน้าตาเธอเฉยเมยอย่างเคย
เดวิดมาหาปิงฟ้าแทบทุกวัน..จนกระทั่ง
“พิ้ง…พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายของผมแล้วนะ” เขาเอ่ยแก่ปิงฟ้าพลางทำตาปรอย ใครต่อใครพากันมองหน้ากัน..เออหนอ เวลามันช่างรวดเร็ว
พ่อหนุ่มผมทองคนนี้มาสุงสิงอยู่ด้วยระยะหนึ่ง พอรู้ว่าเขาจะไปแล้วก็ดูว่าน่าอาลัย
ดวงตาของเขาทอดมองเด็กสาวปิงฟ้า
ผู้สวมชุดนักเรียนมัธยมปลายด้วยแววละห้อย
“ฉันอยากไปเที่ยวกับเธอ เพื่อเก็บเป็นภาพแห่งความทรงจำครั้งหนึ่งของชีวิต..
ได้ไหมพิ้ง พรีท..” ดวงตาสีครามใสสวย.. สีหน้าวิงวอนของเขาด้วย..
ทุกคนที่นั่นนิ่งเงียบ
ต่างรอคอยคำตอบจากเด็กสาววัยแรกแย้ม..
ปิงฟ้ายังเป็นเด็กนักเรียนมัธยมปลาย สวมเครื่องแบบนั่งประคองกระดานวาดรูป
หากเดวิดเป็นเด็กไทยๆ เป็นนักเรียนชายหัวดำๆ
หรือเป็นหนุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยปีต้นๆ คงมองเห็นเป็นเรื่องน่าเกลียด
ที่เที่ยวมานั่งเว้าวอนขอนัดเด็กสาวนักเรียนอยู่ในท่ามกลางผู้ใหญ่อย่างนี้
แต่เนี่องจากเดวิดเป็นชาวต่างชาติ ต่างทั้งภาษาและวัฒนธรรม เขาไม่รู้หรอกว่าเรื่องแบบนี้คนไทยไม่ชักชวนกันเปิดเผยอย่างนี้ เขาเป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นมาจากทิศตะวันตก
ที่นั่นผู้คนแสดงถึงความต้องการของตนอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาได้มากกว่าผู้คนซีกนี้
“ตกลง”เธอบอกเขาพลางยิ้มให้
เท่านั้นเอง
เธอและใครทุกคนก็ได้เห็นเดวิดเด็กหนุ่มผมทองลุกขึ้นมา กระโดดโลดเต้นด้วยความยินดีและร้องอุทานออกมาว่า
“วิเศษณ์!!!” ดวงตาเขาพราวด้วยความฝันอันบรรเจิด เธอและเขานัดหมายกันมั่นเหมาะ
แล้วเดวิดก็ลากลับเกรทเฮ้าท์ที่พัก
“เดทแรกใช่ไหมเนี่ยะ?” ตรัยเปรยคำถามลอยลม
ไม่กล้ามองปิงฟ้าด้วยเกรงว่าจะทำให้เธออาย หรือที่แท้เขาอายแทนเธอก็อาจใช่
“ค่ะ”ปิงฟ้ายิ้มและตอบคำถามเขา
คราวนี้ตรัยหันมามอง..
ถ้าปิงฟ้าเป็นน้องสาวเขา เขาคงแย้ง เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นผู้ชายไทย
คิดอย่างชายไทยธรรมดาๆ คนหนึ่ง หน้าที่ดูแลน้องสาว
ถ้าน้องจะคบใครสักคนน่าที่เขาจะต้องรู้สึกเห็นดีเห็นงามด้วย
และเขาน่าจะได้รู้จักผู้ชายคนนั้นให้ดีกว่านี้ นานกว่านี้
และน่าจะต้องรู้สึกว่าไว้ใจได้แน่และ…อะไรต่ออะไรอีกสารพัดสารพัน
แต่สาวน้อยคนนี้ไม่ใช่น้องสาวจริงๆ
และพ่อหนุ่มคนนั้นก็เป็นฝรั่ง การรู้จักกันของคนสองคนก็แสนสั้น
จริงอยู่เขาอาจชอบเดวิด เพราะเป็นเด็กหนุ่มอัธยาศัยดี ช่างพูดช่างคุย
เข้าใจผูกมิตร
แต่ยังไงเขาก็ห่วงๆ
หวงๆ ด้วยเห็นปิงฟ้ามาหลายปี
“ทำใจลำบากหรือพี่ชาย?”แจ้ถามเบาๆ แต่ตรงใจเขาเป๊ะทีเดียว.. เออนะ..
ทำใจลำบากนั่นล่ะที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้
ตรัยได้รู้จักตัวเองมากขึ้นอีกนิดว่า ต่อไปถ้าเขามีลูกสาว
เขาต้องเป็นพ่อที่หวงลูกมากทีเดียว
แต่เขาก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสีย
ปิงฟ้าเองหาได้สนใจท่าทีของใคร เธอทำงานของเธอต่อไปเงียบๆ เธอไม่ได้คิดถึงวันพรุ่งนี้กับการที่จะออกไปเที่ยวกับเดวิด
แต่เธอกลับคิดถึงผู้หญิงที่นั่งทำงานอยู่ที่โรงเรียนอนุบาลหน้าปากซอย..
เธอรู้สึกดีที่รู้จักชอบเดวิด
และอยากพาเขาไปเที่ยว
อย่างน้อยก็ทำให้เธอรู้ว่าเธอไม่ใช่คนที่แปลกกว่าใคร
เธอมีเพื่อนผู้ชายได้และชอบเขามากพอที่จะไปเที่ยวกับเขา..
เธอมองเห็นความน่ารักของผู้ชายคนนี้ มองเห็นว่าผมเขาสวย หน้าตาเขาน่ามองเพลิน
ปากก็สวย ตายิ่งสวยซึ้ง ท่าทางหรือก็ น่ามองนัก
และ… เขาทำให้เธอรู้สึกดีต่อตัวเอง
แต่เธอยังคงคิดถึงวิลันดา
และภาพเดิมๆ ก็ยังอยู่ มันยังไม่เคลื่อนหรือเลือนหายไปไหน มันเหมือนหนังที่ฉายอยู่
ฉายย้อนไปย้อนมาในความทรงจำของเธอ แต่ก็มีหนังเรื่องใหม่ฉายซ้อนเข้ามา…มีหนุ่มผมทองตาซึ้งเป็นตัวเอกของเรื่อง..
แล้วคืนนั้นเองที่ปิงฟ้าฝัน..เธอฝันเห็นวิลันดา
เธอรู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างมันตกตะกอนแปรเป็นความฝันครั้งนี้
อาจเป็นความคิดถึงก็ได้ เธอคงเก็บมันเอาไว้เยอะ มันเต็ม และที่สุดก็ล้นหลั่ง
มันเป็นจินตนาการหรือจิตใต้สำนึกลึกๆ …
เธอและวิลันดานั่งด้วยกันที่ซุ้มไม้สีขาว
ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้สีม่วงอ่อนๆที่พลิ้วไหวด้วยต้องสายลม
แลดูเหมือนคลื่นดอกไม้สีม่วงไสวๆ สวยงามและอ่อนโยน วิลันดาสวมชุดยาวสีม่วงเข้มที่กรุยกราย ปล่อยเส้นผมสยายเป็นอิสระให้พลิ้วพัดไปตามลม
ปิงฟ้าอยู่ในชุดอย่างเดียวกันสีเทาอ่อนๆ สองคนนั่งฟังดนตรีที่บรรเลงแผ่วๆ แว่วมากับสายลม …
เป็นเสียงดนตรีไพเราะเพราะพริ้ง..แต่มีเสียงที่เพราะกว่าพลิ้วออกมาจากริมฝีปากที่เหมือนกลีบดอกไม้…ปิงฟ้า..ฉันรักเธอ ..ฉันรอเธออยู่…ฉันรักเธอ..
แต่แล้วภาพทั้งหมดก็ดับวูบหายไป
ทุกสิ่งมืดมิด …แล้วปิงฟ้าก็พบตัวเองสวมชุดนอนสีขาววิ่งอยู่บนถนนกรวดที่แสนจะขรุขระ ถนนนั้นมืด และทุกอย่างช่างน่ากลัว… เธอวิ่ง…วิ่ง..และวิ่งไปข้างหน้า…
มีแสงลิบๆ มองเห็นอยู่เบื้องหน้าไกลแสนไกล
…ปิงฟ้าเหนื่อยเหลือเกิน… กลัวเหลือเกิน ..และเธอก็รู้สึกเจ็บปวดฝ่าเท้า
และรู้สึกเศร้าใจหดหู่ …..
แต่เธอก็ยังคงวิ่งไปเรื่อยๆ
เส้นผมของเธอปลิวสยายไปเบื้องหลัง ..
เธอสะดุดหกล้มและกลิ้งไป…เธอกัดฟันลุกขึ้นมาได้ แล้วเริ่มต้นวิ่งต่อไป.. หกล้มอีก…ลุก…และวิ่งต่อไปอีก..แล้วเธอก็หกล้มลงอีก
เธอรู้สึกว่าเธอมีเลือดไหลตามแขนขา ฝ่าเท้า
และข้อศอก..แต่เธอก็พยุงร่างลุกขึ้นกระเซอะกระเซิงวิ่งต่อไป…
แสงสว่างใกล้เข้ามา…เธอค่อยรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ กำลังใจเอ่อ…ไม่นานนักเธอจะหลุดพ้นจากถนนมืดๆ
ที่ขรุขระนี้..เท้าสองข้างจะพาเธอเข้าสู่เขตุแดนอันสว่างไสวและน่ายินดี …ขอเพียงเธอจงอดทน..
ปิงฟ้าเหนื่อยสุดชีวิต
แต่เธอก็กัดฟันวิ่ง … หกล้ม และลุกขึ้น เธอมีบาดแผลมากมาย เลือดคงไหลย้อยแต่เธอไม่นยอมเสียเวลาหยุดดูมัน
แสงสว่างใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว..แสงนั้นสว่าง…สว่าง…แล้วสว่างโร่…
และดูเหมือนคราวนี้มันกลับเป็นฝ่ายเคลื่อนเข้าหาเธอ
จนกระทั่งทุกสิ่งทุก อย่างสว่างโพลงขาวจ้าไปหมด มันเจิดจ้าเสียจนทำให้เธอมึนงง…และล้มลงไป…
ปิงฟ้าเห็นใบหน้าของหนุ่มเดวิดลอยเด่นอยู่ในดวงสว่างที่จ้าตานั้น…ดวงตาสีครามของเขาช่างสวยงาม ..
แต่แล้วมันค่อยเปลี่ยนเป็นสีส้มแล้วก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ …จนกระทั่งกลายเป็นดวงอาทิตย์สองดวงสว่างขาวจ้า…และทำให้เธอมองไม่เห็นอะไรอีกเลย
...
ปิงฟ้าตกใจตื่นเหงื่อพราวไปทั่วหน้า
เหนื่อยแทบขาดใจ เห็นเด็กเหมยนั่งมองเธออยู่ข้างเตียง
“พี่ปิงฝันร้ายหรือฮ๊ะ?”
ปิงฟ้าพยักหน้ารู้สึกตัวชื้นไปด้วยเหงื่อแม้นจะอยู่ในห้องปรับอากาศ
“ฝันอะไรฮ๊ะะ? เหมยเห็นพี่ปิงหอบใหญ่เลย”เหมยบอก
“ฝันว่าวิ่ง..”ปิงฟ้ายังเหนื่อย
“มิน่าล่ะฮ๊ะถึงเหนื่อยหอบอย่างนี้..”
“ไปนอนเถอะเหมย พี่ขอโทษนะคะที่ทำให้ตื่น”
“ขอโทษทำไมฮะ
เหมยคิดว่าพี่ปิงไม่สบายหรือเป็นอะไรไปเสียอีก”
“… ขอบใจ” เธอยิ้มให้

0 comments:
Post a Comment