หญิงสาวเดินไปเปิดเพลง
เพลงจากการบรรเลงเปียโนของโชแปงถูกเปิดด้วยเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่รุ่นพ
ี่คน ไทยที่เคยอยู่ห้องนี้เขาทิ้งไว้ให้ เพราะไม่คุ้มกับการหอบหิ้วมันกลับเมืองไทยนั่นเอง มันจึงอยู่เป็นเพื่อนที่ดีของเธอตลอดมาเกือบสองปีเข้านี่แล้ว
ปิงฟ้าชอบเพลงคลาสสิกโดยเฉพาะเสียงเพลงจากการบรรเลงเปียโนของ ศิลปินผู้นี้-โชแปง..
ความจริงนั้นความชอบนี้มาจากวิลันดานั่นเองหล่อนฟังเพลงของโชแปงมาก่อน
ต่อมาก็ฟังด้วยกัน และต่อมา..ปิงฟ้าก็ฟังคนเดียวที่ฟากฟ้าซีกนี้…
ต่อๆ มาอีก..บางครั้งบางหนจะมีเพื่อนๆ อย่างจุฬา พิมพ์และใครอีกสองสามคน
ขึ้นมาฟังด้วยกันพร้อมกับดื่มกินและพูดคุยกันที่ห้องนี้ ทำให้ชีวิตปิงฟ้า
ไม่ถึงกับเหงาหงอยจนเกินไปนัก ..
ปิงฟ้ามาหยุดยืนอยู่หน้ากรอบผ้าใบภาพสีน้ำมันที่ยังไม่เสร็จ ภาพผู้หญิง
สวมหมวกปีกกว้างยืนหลบฝนอยู่ใต้กันสาดตึก บรรยากาศโดยรอบเศร้าสร้อย
หม่นมัว มีแสงไฟริมถนนเป็นระยะ แต่แสงนั้นริบหรี่เต็มทน
ยังมีส่วนที่ต้องแต่งเติมอีกเยอะ…มันยังไม่เสร็จ..
"สระผมด้วยหรือคะ" เสียงหล่อนห่วงใย
"เป่าให้แห้งสิคะเดี๋ยวเป็นหวัด" วิลันดา .. วิลันดาก็คือวิลันดา คนที่คอย
ห่วงหาอาทรเสมอ แต่ปิงฟ้ากลับรู้สึกทำตัวไม่ถูก
ไม่รู้สิว่าทำไมจึงเป็นอย่างนี้ แม้นเมื่อสำรวจแท้จริงแล้วหล่อนไม่ใช่คนผิด
ไม่ใช่ผู้หญิงคนนี้ที่ทำร้ายปิงฟ้าและครอบครัว คนผิดได้ตายไปแล้ว…
ต า ย…แต่ก็เหมือนไม่ตาย ..
ปิงฟ้าได้ยินเสียงเปิดน้ำ วิลันดาล้างมือแล้วเช็ดจนแห้งสะอาด เดินไปหยิบผ้าขนหนู
ใน ตู้มาส่งให้ หล่อนอยากเช็ดผมให้แต่ไม่กล้า กลัวปิงฟ้าบ่ายเบี่ยง กลัวไปหมด กลัวว่ามันจะนำมาซึ่งความเจ็บร้าวในจิตใจยิ่งไปกว่าที่เป็นอยู่นี่…
"เช็ดผมให้นะคะ"..หล่อนถามด้วยเสียงเบา
หญิงสาวนิ่งไป…แล้วหันมารับผ้าไปจากมือหล่อน ใจหนึ่งอยากยอมใจอ่อน
อยาก กอดหล่อนเอาไว้ แต่อย่างไรไม่ทราบจึงทำให้ไม่สามารถจะทำอย่างนั้นได้ เธอได้แต่ใช้ผ้าเช็ดเส้นผมที่ยาวชื้นของตัวเองอย่างไม่รู้ว่าจะทำอะไรที่ดี ไปกว่านี้อีก
"เครื่องเป่าผมอยู่ไหนคะเป่าผมดีกว่านะคะ" หล่อนถามอ่อนโยนอย่างเดิมไม่ผิดเพี้ยน
แต่หล่อนไม่กล้าที่จะแตะต้องปิงฟ้า และปิงฟ้าเองไม่กล้าแม้นแต่จะมองสบตาหล่อน..
"ปิงทำเองได้ค่ะขอบคุณ คุณจะทำอะไรก็ทำเถอะค่ะ" ปิงฟ้าบอกและหล่อนก็ทำตามอย่างว่าง่าย
หล่อนไม่ใช่คนเร่าร้อนหุนหัน เท่าที่รู้จักกันมาวิลันดาไม่เคยทำอะไรให้รำคาญหรือเบื่อหน่าย
มีแต่ทำให้สุขสบายใจหนเดียวเท่านั้นแหล่ะที่หล่อนแข็งขืนยืนกรานไม่ยอม
…หนนั้นหนเดียวที่หล่อนดื้อดึงวิ่งไล่ตามปิงฟ้าเพื่อไขว่คว้ายึดเกี่ยวเอาไว้ไม่ให้หนีหายไปจากชีวิต…
หนที่ต่างหกล้มหกลุกไปด้วยกันในดงกุหลาบหนามแหลมนั่น!!!
ปิงฟ้าทำงานของเธอต่อไปเรื่อยๆ เงียบๆ หน้าเฟรมผ้าใบในขณะที่อีกคน
ทำอาหารกับเตาไมโครเวฟตัวเล็ก กลิ่นอาหารโชยชายไปทั่วห้องเมื่อหล่อน
ยกออกมาตั้งที่โต๊ะ ก็โต๊ะกลางของชุดรับแขกที่คร่ำคร่านั่นเอง
นานแล้วที่ไม่ได้ลิ้มรสอาหารฝีมือหล่อน
"หิวหรือยังคะ" หล่อนถาม
"รอพี่จุฬาก่อนค่ะ" ปิงฟ้าตอบไม่ตรงคำถามเลย
"เห็นว่าจะมาทุ่มตรงนะคะนี่ก็จวนทุ่มแล้ว" วิลันดาพยามอย่างยิ่งที่จะทำอะไรให้เหมือนเดิม..
อย่างเดิม แต่ปิงฟ้ากลับรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องยากเย็นเสียเหลือเกิน
"ปิงล้างมือก่อนเถอะค่ะ" หล่อนบอกและปิงฟ้าก็ทำตามโดยง่ายเธอเองไม่ใช่คนดื้อ
ไม่ว่ากับหล่อนหรือกับใคร หล่อนรู้จักกับหญิงสาวคนนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ ?
นานมากจนไม่อยากนับวันเวลา
..
"ว๊ายๆ..ตายแล้วตายจริง..สวยจังค่ะคุณน้า .." เสียงจุฬากรี๊ดกร๊าดเมื่อมาเห็น
หน้าตาอาหารไทยบนโต๊ะ ถ้ายามปรกติ ปิงฟ้าก็อยากจะอวดว่าทั้งสวยทั้งอร่อยเลยล่ะ
แต่ไม่ใช่ยามนี้ ยามที่เหมือนกับว่าระหว่างกันมีบางอย่างมากีดกั้นขวางอยู่ตรงกลาง
ทำให้ไม่สามารถแนบสนิทเหมือนเดิมอีกต่อไป …อะไรเล่าที่กั้นระหว่างเธอกับวิลันดาคนนี้ ?
หรือว่าเป็นดวงวิญญาณของผู้ชายคนนั้น !!! วิญญาณคนเลวชั่ว- ศรีพงษ์ ซึ่งคอยหลอกหลอนเธอเสมอมา..วิลันดาจะรู้บ้างไหมนะว่ากว่าที่ทุกอย่างจะดีอย่างทุกวันนี้ได้
เธอต้องต่อสู้กับอาการประสาทอยู่นาน….
เมื่อแรกที่เมืองนี้ - นครโรม… เธอต้องพบกับความยุ่งยากทั้งเรื่องการเรียนทั้งหวาดผวา
ต่ออะไรหลายอย่าง เธอเป็นคนขวัญกระเจิง ที่เพียงเห็นคนใส่เสื้อสีขาวเท่านั้น
ก็เห็นว่ามันเปื้อนเลือด !!
เห็นเป็นว่าเขาเดินดุ่มออกมาจากมุมตึกตรงนั้นตรงนี้
เธอรู้ดีว่าไม่ใช่เรื่องภูตผีปีศาจหรอก มันเกิดจากความทรงจำอันเลวร้าย
นั่นต่างหากและก็อีกหลายครั้งหลายหนที่ฝันเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง
ผู้หญิงคนนั้นนอนบนกองกุหลาบสีแดงสด ..
ในฝันเธอรู้..ว่าหญิงสาวคนนั้นไร้ลมหายใจ !!…
..
"โอ๊ย ! …อร่อย อร่อยจังค่ะ ว้าว ว้าว อย่างงี้อยู่ที่นี่ให้นานๆ นะคะคุณน้าขา
ช่วยขุนปิงฟ้ามันหน่อยนึง ปิงมันกินอะไรซ้ำซากจำเจออกจะตาย.."
"ปิงไม่ใช่คนเรื่องมากเรื่องของกินมาแต่ไหนแต่ไรแล้วละค่ะจุฬา" หล่อนยิ้มให้ปิงฟ้า
สงสาร นัก..สงสารเหลือเกิน ปิงฟ้าโชคดีที่มีนิสัยไม่เรื่องมาก ไม่ขี้บ่น ไม่ตัดพ้อในเรื่องใดเลย ถ้าหากปิงฟ้าเป็นคนเรื่องมากอาจรับสภาพไม่ได้…
"จริงค่ะคุณน้า เพราะอย่างนี้แหล่ะถึงได้คบกันกับหนูได้ อยู่กับคนพูดมากไม่ได้นานค่ะ
น่าเบื่อที่ต้องแย่งกันพูดไม่มีใครฟังใคร คุณน้าอยู่นานไหมคะ? ทำอาหารอร่อยแบบนี้หนู
คงต้องขอฝากท้องฝากไส้เอาไว้ที่ห้องนี้แล้วล่ะค่ะ หนูชอบอาหารไทย
อาหารคุณน้าวันนี้อร๊อย-อร่อย หนูไม่ได้กินอะไรอร่อยๆ อย่างนี้มาตั้งหลายปีแล้ว
แบบนี้นะคะร้านไทยแถวนี้อายม้วนไปเลยค่ะเนี่ยะ …เฮ้อ …หนูนะคะช๊อบชอบ …แกง ….ฯลฯ.."แล้วสาวจุฬาก็คุยจ้อครอบครองบทสนทนาเอาไว้คนเดียวอย่างน่าอัศจรรย์
วิลันดามองปิงฟ้าหล่อนอยากจะยิ้มให้แต่ไม่กล้า ด้วยหน้านั้นนิ่งราวรูปสลักไม่มีใครรู้ความนึกคิด
ภายในความนิ่งเฉยนั้นว่าเป็นอย่างไร
พอมองดูจุฬาดูหญิงสาวรุ่นพี่คนนี้ของปิงฟ้าแล้ว รู้สึกว่าเธอช่างสุขจริงหนอ สมอง
ของเธอมีแต่เรื่องกินกับเรื่องกวีเท่านั้นเอง!!!
"ฮิเดโกะบอกว่าสำนวนชั้นเป็นฝรั่งไปหน่อย เกลาอีกนิดมันจะส่งไปพิมพ์ที่โตเกียว
แต่ต้องมีกลิ่นอายไทยๆ ด้วยแต่ชั้นว่าตะละคนควรมีเอกลักษณ์ของตัวเองน่ะน๊ะ
ไอ้นี่มันอาจเป็นจุดยืนของชั้นก็ได้นี่นาชั้นมาคิดๆ ดูบางทีอาจไม่เปลี่ยน
ไม่พิมพ์ที่โตเกียวก็ไม่เห็นเป็นไรแกว่าไหม?
มันว่าสำนวนชั้นรุ่มร่ามไปหน่อยเป็นฝรั่งไปนิด แกว่างั้นไหมปิง ?
แต่ของยายโกะมันก็แบบญี่ปุ่นชัดๆ เลยใช่ไหม ? บรรยายธรรมชาติเป็นสีสัน
กลิ่นซากุระงี้ตลบฟุ้ง พวกนี้ละเมียดละไมกับธรรมชาติบ้านเขามาก ฮิ ฮิ ต้นไม้ต้นหนึ่งเขายังมีแก่ใจเอาผ้าไปห่มให้ละกันน่ะ..พวกรักธรรมชาติ….
เฮ้อ..ชั้นว่าถ้ายายนี่ไปมัลดีฟนะแก…หัวใจแม่คงแตกสลายว่ะ ที่นั่น
เขาแงะปะการังใต้ทะเลมาก่อสร้างแทนก้อนหินก้อนกรวดนะคิดดู..
เออเอาไว้วันไหนวันดีไปเมืองเก่านะปิงนะคุณน้าด้วยนะคะ ไปฟังเขาร่ายกวีกัน
ให้ซาบซึ้งถึงบรรยากาศ ว่าแต่รอยายโกะมันก่อนนะ มันจะไปเกาะกวมพรุ่งนี้
รู้สึกจะกลับวันพุธแต่มันอาจต่ออีกก็ได้ มันไปอ่านกลอนให้เด็กที่นั่นฟังน่ะ…"
เออหนอคนรักศิลปะ หน้าตาสาวเจ้ายามเอ่ยถึงสิ่งที่เธอรักนักหนานั้น
สีหน้าน่ามองที่สุด มันดูเต็มไปด้วยความสุขทีเอ่อออกมาจากภายใน
ปิงฟ้าเองก็รักการวาดภาพเหลือเกินเหมือนกัน กระดานสี่เหลี่ยม
กรอบ ผ้าใบสี่เหลี่ยมในยามที่เธอทำงานกับมันนั้น ดูราวกับว่าปิงฟ้าหลุดเข้าไปอยู่ในนั้น มันเป็นโลกส่วนตัวของเธออย่างแท้จริงและในโลกใบนั้นใครก็ตามเข้าไปไม่ได้…
จุฬาเป็นคนน่ารักคนหนึ่งหรอก มิได้เอาเปรียบอะไรเกินไป สู้ซื้อหากับข้าวมาให้ทำ
และช่วยล้างจานด้วยกันสองคนกับปิงฟ้า
จากนั้นรุ่นพี่และรุ่นน้องทั้งสองคนก็นั่งคุยกัน ดื่มเบียร์กระป๋อง เปิดเพลงคลาสสิกเบาๆ
พวกเธอคุยกันเรื่องงานที่มหาวิทยาลัย เรื่องบทกวี และนิทรรศการศิลปะ ที่สุดก็พากันคุย
เรื่องดวงดาวที่มองเห็นผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่ จากคำพูดที่ทั้งสองคุยกันทำ
ให้วิลันดารู้ว่ายังมีเพื่อนชาวไทยอีกสองสามคน
ที่มักจะมาที่ห้องนี้มาดื่มกินและ นั่งดูดาวเคล้าเสียงเพลงกันอย่างคืนนี้
Subscribe to:
Post Comments (Atom)

ยิ่งอ่านก้อยิ่งจับจิตจับใจเหลือเกิ๊นนน...
ReplyDelete