ปิงฟ้าไม่เคยรู้ว่าผู้หญิงที่เป็นทอมนั้นเริ่มต้นเป็นได้อย่างไร
ตอนนี้เธอได้แต่ถามตัวเองว่าเธอจะเป็นทอมหรือไม่?..
ไม่กระมัง .. ไม่หรอก
เมื่อได้คำตอบแล้วปิงฟ้าก็พยามสลัดความข้องใจต่างๆ
ออกไป..ที่แท้ไม่มีอะไรหรอก
แค่เธอตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วพบว่าผู้หญิงคนนี้กอดเธออยู่ เนื้อตัวนั้นอุ่นจัด …เธอรู้สึกสนิทสนมมากขึ้น เธอรู้สึกว่าอุ่นสบายดีและรู้สึกเร้าใจ!!!
และต่อมาเมื่อวิลันดาทำท่าว่าตื่นแล้วจะออกไปข้างนอกอย่างเคย
เธอห่วงอยากให้หล่อนพักบ้างอยากให้สบายและ…อยากกอดหล่อนบ้าง
..
อย่างนี้จะเรียกว่าผิดหรือถูก?..
ผิดหรือเปล่าที่เธอชอบเมื่อผู้หญิงคนนี้ขยับตัวเข้าหาเหมือนเด็กเล็กๆ ที่โหยหาอ้อมกอด
แต่มันไม่ใช่เพราะวิลันดาไม่ใช่เด็ก..และนั่นแหล่ะที่ทำให้ปิงฟ้าคิดมาก
แต่สรุปแล้วปิงฟ้าไม่อยากเป็นทอม
… ไม่มีวัน..

บทที่ 16
วิลันดาออกไปสวนตอนสาย
ปิงฟ้าตามไปด้วยอย่างเคย คราวนี้หล่อนพาไปที่โรงคัดแยกดอกไม้ซึ่งมีดอกไม้มากมาย
พนักงานที่โรงคัดนี้เป็นผู้หญิงทั้งหมดส่วนใหญ่เป็นลูกเมียคนงานชาย
ต่างกำลังทำงานกันกระฉับกระเฉงคล่องแคล่วมีเพลงเปิดฟังกันเบาๆ
“ปิงแพ้เกสรดอกไม้หรือเปล่า?” หล่อนถาม
“ไม่ค่ะ”
“คนที่แพ้เกสรดอกไม้จะเข้ามาที่นี่ไม่ได้ ขืนเข้ามาจะแย่
” หล่อนได้ถ่ายรูปให้ปิงฟ้าหลายท่าด้วยกัน
ด้วยว่ามีดอกไม้สดๆ สวยๆมากมายน่าบันทึกภาพเอาไว้เป็นที่ระลึก
และหล่อนเองก็ถ่ายรูปคู่กับปิงฟ้าด้วย
“นายศรัณเห็นรูปพวกนี้เข้าคงตาลุก” ปิงฟ้าคาดคะเนพลางยิ้ม
กวาดสายตาชื่นชมไปโดยทั่วซึ่งล้วนเต็มไปด้วยดอกไม้
มีกุหลาบหลากสี กล้วยไม้หลากหลาย เยอรบีร่าสีสดๆ
หน้าวัวสีแดงสด เหลืองนวล และขาว
ใบดอกใหญ่รูปหัวใจมีงวงตรงกลาง
“คนไทยบางคนไม่ชอบหน้าวัว” วิลันดาบอก
“ถือว่าชื่อไม่เพราะ ก็..ชื่อหน้าวัว ..”หล่อนหัวเราะสนุกในการเล่า
“แต่คนรุ่นใหม่เขาไม่ถือ
บางคนชอบมากเสียอีก เพราะดอกหน้าวัวเขาทน มีใบดอกเป็นรูปหัวใจ
ฝรั่งจะชอบมากตรงที่คล้ายรูปหัวใจ
เขาใช้แทนกุหลาบวันวาเรนไทน์ได้..อย่างนี้เรียกว่านานาจิตตังนะคะปิง…ปิงเข้าใจคำว่า นานาจิตตังไหมคะ?”
“ต่างคนต่างคิดใช่ไหมคะ?”
หล่อนหัวเราะคำตอบที่เป็นคำถามของอีกฝ่าย
“ถูกเหมือนกันนะคะแต่ส่วนใหญ่จะบอกว่าต่างจิตต่างใจ… แต่ต่างคนต่างคิดก็ไม่ผิดค่ะ
ต่างคนต่างชอบอะไรต่างกันออกไป ถ้าคนในโลกนี้ชอบอะไรเหมือนๆ กันไปหมดทุกคน..ไม่รู้ว่าโลกเราจะเป็นยังไงนะคะปิง”
นานาจิตคิดกันไป… ต่างคนต่างจิตใจ ต่างคิดกันไปคนละอย่าง
เหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง ผิดบ้าง ถูกบ้าง …
บางอย่างวัดได้
บางอย่างวัดไม่ได้ว่าผิดหรือถูกอย่างไร ดีหรือร้ายกว่ากันอย่างไรบางสิ่งบางประการ
บางคนมองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เห็นมีอะไรแปลก บ้างต่างไปเห็นเป็นไม่ใช่ท่า
สวยงามหรือขี้ริ้วร้ายก็ต่างกันแต่ตาคนมอง…

หล่อนแต่งตัวด้วยชุดโบราณชุดนั้น นั่งที่เก้าอี้เหล็กดัด สีขาวที่ด้านหน้าของซุ้มกุหลาบหนูข้างกระท่อมหลังสวย
กุหลาบหนูแทรกกิ่งพันก้านเข้ากับซี่ไม้ ดอกแต่ละกลุ่มดกดื่นขาวแซมชมพูอ่อนเจือจางแลอ่อนหวาน
และหอมละไม
บัดนี้วิลันดางามละมุนดั่งหญิงในวรรณคดี เกล้าผมมวยปักปิ่นทองโบราณ แซมดอกเอื้องมอนไข่
สวมเสื้อไหมแขนกระบอกตัวสั้น นุ่งซิ่นตีนจกเข้าชุดกับเสื้อสีน้ำตาลอ่อน ตีนซิ่นจกด้วยไหมสีและไหมเงินไหมทองอย่างซิ่นสตรีผู้มีฐานะ
นิยมใช้กันในสมัยก่อน สวมสายสร้อยทองถักเส้นยาวห้อยจี้มรกตและใส่ต่างหูมรกตล้อมเพชรเข้าชุดกัน
แต่งหน้าด้วยโทนสีน้ำตาลแดง สวมกำไลทองหนาใหญ่ลายพญานาค สวมแหวนทองวงใหญ่ประดับด้วยเพชรเรียงเป็นแถวที่นิ้วชี้ขวาข้างเดียวกับกำไลทอง
ปิงฟ้าตะลึงมองอยู่พักใหญ่..
กลิ่นการบูรโชยมาจากเสื้อผ้าของหล่อน
และสายลมรำเพยผ่านมาอุ่นๆ ด้วยผสมไอแดดยามบ่าย
“ปิงฟ้า” หล่อนร้องเรียกนั่นแหล่ะ
ปิงฟ้าเด็กสาวจึงยิ้มออกมาและชมว่า
“สวยประหลาด”
คราวนี้คนถูกชมขมวดคิ้ว
“แปลว่าอะไรคะ” หล่อนหัวเราะออกมาพลอยทำให้เจ้าของสำนวนแปลกหัวเราะไปด้วย
“สวยนะคะแต่ไม่คุ้น” เธอว่า
จากศีรษะจรดเท้าของหล่อนดูโบราณไปหมด
แถมกลิ่นการบูรนั่นอีกที่ให้ความรู้สึกย้อนสมัยไม่น้อย
และทำให้ปิงฟ้าคิดถึงคุณยายของเธอที่เสียไปนานแล้ว คุณยายจะมีกลิ่นคล้ายๆ แบบนี้
สีที่ทาปากหล่อนนั่นก็อีก ดูไปคล้ายสีปากคุณยายชาวสุโขทัยของปิงฟ้า
ท่านคาดผ้าแถบนุ่งโจงกระเบน
เคี้ยวหมากหยับๆ สีปากนั่นคล้ายสีน้ำหมากที่เปรอะอยู่รอบปากของท่านแล้วท่านจะใช้ผ้าสีแดงก่ำเช็ดด้วยการกวาดไปรอบๆปาก
“ตกลงว่าสวยใช่ไหมคะจะได้สบายใจ” หล่อนถามแกมหยอกส่งตาหวานให้ด้วย..
ปิงฟ้ารู้สึกว่ามันโจ่งแจ้งแล้วก็…แปลก..
ปิงฟ้าเห็นความโจ่งแจ้งอย่างนี้เป็นหนแรก ..
สายตานั้นเป็นสายตาหญิงสาวที่มองคนรัก
ซึ่งมันทำให้ปิงฟ้ารู้สึกขัดเขิน แกมด้วยความรู้สึกขัดแย้งบางอย่างเล็กน้อย
และเกิดประหม่าอย่างที่ไม่เคยเป็น
“ค่ะ .. แปลกดี”
ปิงฟ้าจัดท่าทางให้หล่อนแล้วออกไปเสียไกล
“ร้อนแย่นะคะ เดี๋ยวคุณให้คนหาร่มมาปักให้ดีไหมคะ? ปักร่มก่อนดีกว่านะปิงฟ้าเดี๋ยวเป็นไข้แดด”
วันนี้อีกเช่นกันที่ปิงฟ้าสวมเสื้อสีขาว
สีขาวๆ กลางแดดทำให้หล่อนรู้สึกจ้าตา
หล่อนเพิ่งสังเกตตอนนี้เองว่า ปิงฟ้าสวมแต่เสื้อขาวๆ
ชุดนอนแพรขาว
เสื้อคลุมอาบน้ำก็สีขาวแม้นแต่ผ้าเช็ดตัวก็ยังสีขาว
วิลันดาโบกมือเรียกนางตุ๊ให้โทรศัพท์เข้าสำนักงาน
ให้คนงานหาร่มสนามมาส่งที่กระท่อม หล่อนสงสารปิงฟ้าเพราะไม่บ่นอะไรสักคำเดียว
คงทำงานของตัวไปเงียบๆ เล็งแล้วก็เล็งอีกกับแบบที่นั่งสบายที่เก้าอี้ในร่มซุ้ม
หล่อนมองแล้วให้เมื่อยมือเมื่อยแขนแทน
ปิงฟ้ามีความตั้งใจที่จะบันทึกภาพหล่อนให้ออกมาดีที่สุด
มันเป็นงานภาพเหมือนสีน้ำมันชิ้นแรก..
อะไรก็ตามถ้าชิ้นแรกทำได้ดีเชื่อว่าต่อไปและต่อๆ ไปก็คงดี
ร่มสนามถูกนำมาด้วยรถกะบะคันหนึ่ง
คนขับเป็นหนุ่มวัยรุ่นรูปร่างเล็กแต่คล่องแคล่วกระฉับกระเฉงเหมือนกระแต
เขาแบกร่มคันใหญ่และขาตั้งลงมา
วิลันดาชี้ให้กางไว้ตรงที่ ปิงฟ้ายืนอยู่
แล้วเอ่ยขอบใจเขา เขายกมือไหว้หล่อนแล้วยืนตะลึงมองเป็นนาน
“โห แม่นายงามแต๊งามว่า” เขาเอ่ยแก่ปิงฟ้า
เธอหันไปยิ้มให้ด้วยไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับเขา
“อี่นายวาดรูปแม่นายหรือครับ” เขาเรียกเธอว่าอี่นายอย่างคนเหนือแท้แต่ดั้งเดิมนั่นเชียว
คำนี้ค่อนข้างยกย่องกันทีเดียวแหล่ะ
เคยมีคนเรียกเธออย่างนี้ ที่บ้านคุณยายของน้องแป้งที่สันทราย ตอนนั้นปิงฟ้าเข้าใจว่าเป็นถ้อยคำ ที่เรียกกันอย่างหยาบคาย
เพราะมีคำว่าอี่ซึ่งฟังดูคล้ายไอ้อี
แต่น้องแป้งอธิบายว่าไม่ใช่
อี่นายเป็นคำเรียกกันอย่างยกย่องและสุภาพทีเดียวถ้าเป็นผู้ใหญ่เรียกลูกหลานก็เป็นการเรียกอย่างเอ็นดูรักใคร่
“ค่ะ” เธอหันมายิ้มให้และทำงานของเธอต่อไป
เขามองปิงฟ้ายืดแขนหดแขนหลิ่วตา ชูดินสอวัดขนาดอยู่ด้วยความฉงนฉงายว่าทำอะไร?
วิลันดานั่งหัวเราะอยู่ที่ซุ้มอย่างเห็นขันในอาการของคนงานหนุ่ม เขาเองก็ยิ้มๆ
แต่ไม่กล้าจะหัวเราะออกมาได้แต่เดินจากไปพร้อมรอยยิ้ม
ปิงฟ้าเอ่ยตามหลังไปว่า
“ขอบคุณเน้ออ้าย” เธอเอ่ยกับเขาเป็นคำเมืองเช่นกัน
เจ้าหนุ่มได้แต่หันมาอีกทีแล้วผงกหัวให้เล็กน้อยทำนองว่าไม่เป็นไร
บ่เป็นหยั๋งดอกอี่นาย …
เด็กสาววัยรุ่นในชุดเสื้อขาวกับกางเกงขาสั้นสีเขียวขี้ม้า
เมื่ออยู่ใต้เงาของร่มคันนั้นแล้ววิลันดาค่อยมองเห็นชัดกว่าเดิม
และหายห่วงเรื่องความร้อนจะแผดเผาจนอาจเป็นไข้
แต่ความจริง ปิงฟ้าอาจติดไข้จากหล่อนก็ได้.. ก็นอนด้วยกันและกอดกันไว้อย่างนั้น…
คิดถึงตรงนี้แล้วหล่อนก็รู้สึกสุขล้ำลึกและเคลิ้มๆ
ไป หล่อนคิดถึงและคิดถึง..ถึงเหตุการณ์ต่างๆ ตอนเช้ามืด
คิดถึงซ้ำไปก็ซ้ำมาเมื่อมือของปิงฟ้าเอื้อมมากอดหล่อน โอบตัวหล่อนไว้
..วิลันดาขยับเข้าหาอย่างรวดเร็วเหมือนหล่อนถูกแม่เหล็กใหญ่ดูดด้วยพลังที่ไม่อาจไม่สามารถจะต้านทานจริงๆ
ตอนนี้หล่อนมีคำถาม
ปิงฟ้าคิดอย่างไรหนอ? ถ้าปิงฟ้าเป็นทอมหล่อนจะไม่มีคำถามนี้ในใจแม้นแต่น้อย
แต่นี่ไม่ใช่หล่อนจึงคิดไม่ออก
ข้างหนึ่งหล่อนอยากคิดว่าปิงฟ้ารักหล่อน
ถ้าหล่อนและปิงฟ้ามีความรู้สึกตรงกัน..แต่ถ้าไม่…บางทีปิงฟ้าอาจไม่คิดอะไรเลยก็ได้…
ปิงฟ้าจะอบอุ่นบ้างไหม? จะมีความสุขไหม? อารมณ์ของเธอตอนนั้นเป็นอย่างไร?ใจเต้นระส่ำระสายบ้างไหม?
หรืออาจกอดหล่อนไว้ด้วยความสงสาร
หล่อนยังไม่หายไข้ดี แต่พอเช้ามา
ไก่ขันหล่อนก็ลุกขึ้นจากที่นอนทำท่าว่าจะออกไปข้างนอก
ปิงฟ้าดูท่าทางเฉยๆ
ก็จริงแต่… หล่อนรู้สึกว่าปิงฟ้าสงสารหล่อน…
วิลันดายิ้มออกมา
รอยยิ้มของหล่อนหวานละไม ส่งสายตาหวานเชื่อมปานจะหยาดหยดไปให้ปิงฟ้า
ยิ่งวันก็ยิ่งรักยิ่งเสน่หา..
หล่อนไม่อาจนั่งลงเงียบๆ คนเดียว จมอยู่กับความรู้สึกเหล่านี้และร้องไห้ด้วยความซาบซึ้งในความรักที่หล่อนมีให้..
ในตอนนี้หล่อนอยากให้ปิงฟ้ารับรู้ความรู้สึกทั้งหมดของหล่อนแม้นว่าจะมีความกลัวซ่อนอยู่อย่างมากมายก็ตาม
คืนนั้น ..
วิลันดานอนกอดปิงฟ้าตั้งแต่เข้านอน
ไม่นานช้าฝ่ายนั้นก็หลับไปอย่างง่ายดาย
ส่วนหล่อนยังลืมตาอยู่ในอ้อมกอดนั้นจนล่วงเข้าดึกดื่นจึงเคลิ้มหลับไปเช่นกัน ..
มันเป็นนิทราที่แสนหวาน..ทว่า!
เมื่อปิงฟ้าขยับตัวผละออกวิลันดาก็รู้สึกตัว
และรู้สึกเวิ้งว้างเดียวดายขยับตามไปชิด
ครู่ใหญ่ฝ่ายนั้นจึงพลิกกลับมาโอบกอดหล่อนไว้อีก
คราวนี้หล่อนยิ้มอยู่ในความมืด..น้ำตาปริ่มขอบตา หล่อนอยากจูบปิงฟ้าสักหน
จูบ..จูบเหมือนเจ้าทับทิมจูบหล่อนหนแรก
แต่! ไม่เหมือนเสียทีเดียวกระมัง
หล่อนคิดว่าหล่อนรักปิงฟ้ามากกว่านั้นมากมาย
หล่อนไม่เหมือนเจ้าทับทิมและปิงฟ้าก็ไม่เหมือนหล่อนไม่เหมือนเจ้าทับทิม..
หากหล่อนกับปิงฟ้ารักกัน…หล่อนและปิงฟ้าคงไม่มีใครใหญ่เหนือใคร ปิงฟ้าจะเจ้าชู้ไหมนะ? หล่อนไม่เคยเห็นแววอย่างนั้นจากคนๆ นี้สักนิด

เช้ามืดวิลันดาหายดีแล้วจึงออกไปตรวจสวน
ปิงฟ้ามิได้ท้วงติงแต่ไม่ได้ตามออกไปด้วย
ความจริงมันไม่ใช่ธุระอะไรที่เธอจะต้องตามไปทุกที่
แต่วิลันดาก็รู้สึกหงอย หล่อนขับรถไปคิดไป..
หรือความจริงปิงฟ้าไม่คิดไม่รู้สึกอะไรเลย หล่อนเป็นแค่ผู้ใหญ่คนหนึ่งที่สนิทสนมกันระดับหนึ่งเท่านั้น…แล้วก็เท่านั้น…
ทุกสิ่งเป็นที่หล่อนรู้สึกรู้สมเอาแต่ฝ่ายเดียว
ปิงฟ้าจะรู้หรือก็หาไม่ ว่าหล่อนรักหลง หลงรักหลงใคร่แทบจะขาดใจ ...
ตอนสายหล่อนนั่งมองปิงฟ้าลงสีฉากหลังของภาพ
แรกๆ ยังไม่มีรูปร่างอะไรน่าสนใจ มันดูเหมือนการป้ายสีเล่นเป็นสีอ่อนๆ เลือนๆ แต่ก็พอมองรู้อยู่บ้างว่าคือสีของท้องฟ้าสีของทิวเขาที่ไกลลิบๆ
แต่มันยังไม่สวยเลย
ตกบ่ายท้องฟ้าและทิวเขาในภาพเริ่มชัดขึ้นมาแล้วปิงฟ้าก็ลงสีกระท่อม…
“แหมไม่ใช่ของง่ายนะคะปิงฟ้า” หล่อนออกความเห็น แต่มองปิงฟ้าอย่างทึ่งปนชื่นชม
ดวงตาหล่อนหวานละไมน่ามองนักหนา
“ไม่ยากเกินไปหรอกค่ะ”
“คุณเชื่อว่าปิงทำได้”
คราวนี้จิตรกรยิ้มอ่อนโยน
“อย่าเชื่อมากเกินไป”
“แหม”
“งานชิ้นแรกบอกไม่ได้หรอกค่ะว่าจะออกมายังไง
แต่ก็ทำเต็มที่”
“คุณถ่ายรูปเอาไว้เป็นระยะๆ นะคะ ได้ไหม?”
“ค่ะ”
“ถ่ายปิงด้วยนะคะ”
ปิงฟ้าได้แต่ยิ้ม
มองเห็นแววหวานนั้นจากหล่อนอีกแล้ว
มันโจ่งแจ้งเหมือนหล่อนเปิดหน้าต่างไว้กว้าง
..
แต่เธอก็ชอบมันแม้นจะรู้สึกแปลกๆแฝงอยู่ด้วย
เธอคิดถึงคุณเปรมจิตคิดถึงแจ้
และคิดถึงใครต่อใครที่เคยรู้จัก..คนที่มีลักษณะเป็นหญิงคล้ายชายทั้งหลายที่เธอเคยรู้จักเคยพบเคยเห็น…
วิลันดากำลังใส่ความรู้สึกเหล่านี้ในตัวเธอหรือ? ..
ปิงฟ้ารู้สึกอย่างนั้นจากสายตาจากการกระทำหลายอย่าง
แต่เธอก็บอกกับตัวเองว่าไม่หรอกน่า.. ไม่..
แต่ขณะที่ความรู้สึกมันปฏิเสธว่าไม่อยู่นั้น
ปิงฟ้ากลับกอดผู้หญิงดี้คนนี้เอาไว้ในราตรี
สองคนกอดกันเหมือนต่างถูกส่งมาเกิดเพื่อแสวงหากัน
แต่ปรากฏว่าเมื่อพบเจอกันแล้วคนสองคนที่ว่านั้นกลับเป็นมนุษย์เพศเดียวกัน!!!
หรือการใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างผู้หญิงสองคนอาจทำให้เกิดความผิดพลาดบางประการหรือว่า มันเป็นอย่างนี้เอง…โลกนี้มีผู้ชายกับผู้หญิงแต่…ก็มีผู้ชายที่อยากเป็นผู้หญิงที่เรียกกันว่ากระเทย
และมีผู้หญิงที่อยากเป็นผู้ชายที่เรียกกันว่าทอมบอย
แล้วยังมีผู้ชายที่รักกระเทย และมีผู้หญิงที่รักกับทอมซึ่งเรียกกันว่าเลดี้
หรือดี้..
นอกจากนี้ยังมีผู้ชายที่ไม่ใช่กระเทย
แต่เป็นผู้ชายที่มีคนรักเป็นผู้ชาย..ที่เรียกว่าเกย์ ซึ่งแบ่งแยกออกไปอีกเป็นเกย์คิงและเกย์ควีน
และมีผู้หญิงที่ไม่ใช่ทอมบอยแต่ก็มีความรักกับผู้หญิงด้วยกัน…ที่เรียกว่า เลสเบี้ยน
คนพวกนี้ “ปรารถนา”จะเป็นเช่นนี้หรือ ?
ปรารถนาจะแตกต่างจากผู้คนส่วนใหญ่หรือ?
หรือมันเป็นอย่างนี้เอง…เป็นไปตามธรรมชาติ..!!!

เด็กสาวรู้สึกว่าเธอยังอายุน้อย
และฟ้านี้ก็ออกจะกว้างใหญ่มีผู้คนมากมายอยู่ใต้ฟ้า บางที..
ผู้หญิงคนนี้อาจเป็นเพียงกับดักหนึ่งในชีวิตของเธอ
กับดักอันแรกที่จะดักให้เธอหลงไป
ความรู้สึกที่เสมือนว่าสองคนดึงดูดผูกพันต่อกันนั้นอาจไม่จริง
อาจเป็นแค่ความรู้สึกลวงเท่านั้นก็ได้
คราวนี้รู้สึกยุ่งเหยิงมากจนต้องเลิกคิดไปเสีย ความจริงไม่มีอะไร..
เธอเองยังต้องเรียนรู้ชีวิตในโลกนี้ไปอีกยาวนาน สิ่งที่เกิดขึ้นแปลกๆ เหล่านี้ก็แค่ประสบการณ์ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น
ภาพนั้นเป็นรูปเข้าร่างขึ้นเรื่อยๆ
ปิงฟ้าทำงานทุกวัน
วิลันดาก็ทำงานของหล่อนเช่นกันหล่อนเผากุหลาบ 10 ไร่
แล้วปล่อยผืนดินเอาไว้อย่างนั้น
ฝนหายไป
อากาศเริ่มแห้งสมฤดูกาลของมันแต่ใครๆ ก็รู้ว่าก่อนสงกรานต์มักมีลมฝนเทลงมาอีก
เขาเรียกกันตามประสาชาวบ้านว่าฝนปากปี คราวนี้นอกจากฝนแล้วต้องระวังลมอีกด้วย
เด็กตุ้มตามแม่มาที่กระท่อมเป็นบางวันเท่านั้น
บางวันอยู่เล่นกับเพื่อนคราวเดียวกันที่บ้านพักคนงาน
เพราะนางตุ๊กลัวลูกสาวซุกซนอาจวิ่งชนภาพของปิงฟ้าระเนระนาดไป
วันใดที่แม่หนูวิงวอนขอติดสอยห้อยตามมาด้วย
เธอต้องอยู่ห่างปิงฟ้าและภาพให้มากที่สุด
ปิงฟ้าเห็นเด็กตุ้มแล้วคิดถึงน้องแป้งว่าคงเหงาน่าดู ตอนเธอกับน้องชายไปฮ่องกงกันปีก่อน
เมื่อกลับมาน้องแป้งถึงกับวิ่งร้องไห้โผนเข้าหา
จารึกหลานสาวของวิลันดาโทรศัพท์หาคุณน้าบ่อยๆ
นี่ก็คิดถึงอีกเหมือนกัน เพราะคุณน้าเข้ามาอยู่ในสวนติดต่อกันนานสิบวันเข้าให้แล้ว
ตามปรกติในตอนปิดเทอม
วิลันดาจะเข้ามาอยู่ในสวนสี่ห้าวัน แล้วออกมานอนในเวียง 1 หรือ 2 วัน
บางทีก็ไปค้างที่บ้านหลาน แล้วจารึกก็จะเกาะติดคุณน้าเข้าสวนมาด้วย
แต่คราวนี้คุณน้าหายไปนานโดยยังไม่กลับเข้าเวียงสักวันเดียว
หล่อนบอกหลานสาวคนโปรดว่ามีงานสำคัญต้องทำที่สวน..นี่คือบาปขาวในความหมายของปิงฟ้านั่นเอง
โกหกเพียงเล็กน้อยเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ…

0 comments:
Post a Comment