วิลันดาถอนใจกับข่าวของอดีตคนรัก
แล้วก็เลยพับหนังสือพิมพ์วางไว้บนโต๊ะทำงาน ไม่อยากอ่านอีกต่อไป
เรื่องของเจ้าทับทิมมีมากมาย
สามารถอ่านเจอในหน้าซุบซิบได้ทุกวี่ทุกวัน ชีวิตผู้หญิงคนนี้มีชีวิตชีวาเสมอ
และเจ้าทับทิมคนนี้ก็เดินหน้าเรื่อยไป จะจากใครมา หรือใครจะจากไป ก็ต้องมีคนรออยู่เสมอ
เจ้าไม่เคยตกสภาพเคว้งคว้างร้างไร้คนเคียงกาย ไม่เคยโดดเดี่ยวเดียวดาย
วิลันดาให้นึกโกรธที่บางหน
คนรักในอดีตคนนี้ทำท่าว่าจะหวนหา ทำเหมือนมาอาวรณ์…เพื่อจะเก็บหล่อนไว้เป็นเสบียงกรัง!!
คนเจ้าชู้ทุกคนจะมีความคิดเช่นนี้เหมือนกันหมดหรือเปล่าหนอ?
มันช่างเป็นความคิดที่ไร้ความจริงใจเหลือหลาย
นับแต่มีเหตุให้เลิกรากับเปรมจิต
วิลันดาอยู่มาได้อย่างไรโดยไม่มีใครนานนับปี
หล่อนเองไม่ใส่ใจถามไถ่ความรู้สึกของตนเองบ่อยนัก ผิดกับแต่ก่อนนี้
แต่ก่อนเมื่อเลิกกับคนรัก
ไม่นานช้าหล่อนก็จะมีคนใหม่เข้ามาในชีวิต ไม่ยากไม่ง่าย แต่ก็มีเข้ามา
ความรู้สึกนั้นเป็นรักจริงจัง หรือเจือไว้ด้วยอารมณ์เหงาเศร้าอยากมีเพื่อน?…มีอะไรหลายอย่าง
หลายความรู้สึกหลายอารมณ์ปะปนคละกันอยู่
และบางทีก็เหมือนว่าหลอกตัวเองไปตามแกนอย่างนั้น…
แต่ขณะนี้หล่อนไม่รู้สึกว่าต้องแสวงหา
หล่อนอยากปล่อยให้อะไรๆ มันดำเนินไปเรื่อยๆ หากหล่อนจะรักจะชอบใคร หรือหากใครจะรักจะชอบ
หล่อนจะปล่อยให้มันเป็นไปตามวิถีของมัน ไม่เร่งรีบ ไม่รวบรัด
ไม่เสาะส่ายแสวงหา
และถ้าหากมันจะเหือดหายไปจากชีวิตเสียเลย…ก็ไม่เป็นไร
หล่อนรู้สึกเข้มแข็งดีพอที่จะอยู่ตามลำพังอย่างนี้กับความรู้สึกดีๆ
ที่มีต่อตัวเองและคนรอบข้างในชีวิต
วิลันดาคิดถึงเด็กคนนั้น
แล้วหล่อนก็โรยยิ้มออกมาพร้อมกับส่ายหน้าไปมาช้าๆ … คิดถึงปิงฟ้าในชุดผ้าฝ้ายสีขาวขุ่นตัวยาวกรอมข้อเท้า
มันทำให้เด็กหญิงผมยาวรุ่ยร่ายคนนั้นแลเหมือนทูตสวรรค์ในวันที่ปิงฟ้าออกจากโรงพยาบาลคราเมื่อได้รับอุบัติเหตุตกลงมาจากอัฒจรรย์…เธอเป็นดั่งทูตสวรรค์ที่ต้องใช้ไม้ค้ำยันเดินกระเผลกมาที่โรงเรียนนี้
หอบหิ้วอุปกรณ์มานั่งวาดรูปใต้ต้นหางนกยูงหน้าตึก…
วิลันดาคิดใคร่ครวญ… เด็กปิงฟ้าคนนี้เองที่ทำให้หล่อนอยู่ได้..เด็กคนนี้ทำให้หล่อนรู้สึกชุ่มชื้นในหัวใจที่เคยแห้งแล้ง…แท้แล้ว
หัวใจหล่อนแห้งแล้งมานาน
ไม่ว่าหล่อนจะมีคู่รักหรือไม่
เพราะ หล่อนไม่เคยได้รับความรักแท้ๆ ที่สะอาดหมดจดจากหัวใจจริงๆ จากใครสักคน
ใครที่จะรักหล่อนเพียงคนเดียว..ตลอดชีวิต..แต่หล่อนก็หวังเสมอ..
หรือคนๆนั้นจะเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง
เด็กหญิงที่จะโตขึ้นมาเป็นสาววัยรุ่น
และเป็นหญิงสาวที่พิสุทธิ์สะอาด หล่อนรู้ด้วยสัญชาติญาณบางอย่าง
รู้ด้วยความรู้สึกของตัวเองว่าปิงฟ้านั้นจะโตขึ้นมาเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์ทีเดียว…
“ปิงฟ้า..”
ปิงฟ้ายืนอยู่ที่ชั้นกราวด์ใกล้บันใดตามเคยเมื่อหล่อนไปหาที่ไนท์บาซาร์..
วันใดที่รู้สึกแย่
เมื่อพบเด็กคนนี้แล้วหล่อนจะดีขึ้นเสมอ
“วันนี้ปิงขายรูปได้” ปิงฟ้าบอกพลางยิ้ม
“หรือคะ? ดีใจด้วย
ขายได้เท่าไหร่คะปิง?”
“ห้าพัน”
“หืม? อย่างนี้ถือว่ามืออาชีพหรือยังคะ?” หล่อนอดกระเซ้าไม่ได้ รู้ตัวว่ายิ้มหน้าบานยิ่งกว่าปิงฟ้าเสียอีก
“ยังค่ะ
ยังห่างไกล” ปิงฟ้าบอกพลางยิ้มพลาง
“มืออาชีพจริงต้องขายได้เป็นล้าน”เธอว่า
“ปิงคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์เป็นได้หรือเปล่าคะ?” หล่อนชวนคุยขณะเดินไปด้วยกัน
“มีค่ะ"เสียงนั้นเรียบเรื่อย
“จริงหรือ?” วิลันดาหันมามอง
ใบหน้าปิงฟ้านั้นยิ้มกริ่ม มีความลำพองนอนนิ่งอย่างสงบ
“ค่ะ” ปิงฟ้าบอก
“มีมือ มีเท้า มีสมอง…ทุกคนเกิดมามีอาวุธเท่ากันมีสิทธิ์เท่ากัน”
นี่คือความคิดที่ปิงฟ้าบอกออกมาพร้อมรอยยิ้มเยือกเย็นสงบ
แต่วิลันดาเห็นความมุ่งมั่นที่มีอยู่ภายใต้ความเย็นนั้น…
มันมีพลัง… มีความมุ่งมั่นแรงกล้า
วัยอย่างปิงฟ้านี่เองที่กำลังแรง
แต่ให้บังเอิญบุคลิกของเธอไม่ใช่คนโผงผาง
พลังอันแรงของเธอจึงเสมือนคลื่นร้อนๆ ที่อยู่ใต้น้ำนั่นเอง
“ทานอาหารญี่ปุ่นนะคะ”
“ก็ได้ค่ะ
อยากทานอาหารญี่ปุ่นหรือคะ?”หล่อนถาม
ปิงฟ้าไม่ตอบได้แต่ยิ้ม
“ฉันเคยหัดทำอาหารญี่ปุ่นสองสามอย่าง"
หล่อนบอก
“คุณทำอาหารอร่อย”
“เรียนจากพี่คนโตค่ะ
พี่สาวฉันเคยสอนการเรือน” หล่อนหมายถึงมารดาของจารึก
“ปิงทำอาหารเป็นไหมคะ?”
“ทำได้ค่ะ” ด้วยปรกติ
ถ้าจะให้นึกอยากทำนั้น ไม่เคยอยากทำ
แต่ถ้าต้องทำปิงฟ้าก็ทำได้โดยไม่รู้สึกว่าลำบากอะไร
“พวกทอดไข่ ตุ๋นไข่หรือเปล่า”วิลันดาแซว
“ต้มหรือผัดก็ได้” ปิงฟ้าหัวเราะกับความคิดคะเนของหล่อน
“ที่ฮ่องกงมีโรงเรียนสอนทำอาหารไทยด้วยนะคะ “
“วันไหนว่างๆ ทำอะไรให้ฉันทานบ้างนะ อยากทานฝีมือปิง”
“ค่ะ”
ปิงฟ้ารับคำง่ายๆ
…
สองคนยิ้มให้กัน..
วิลันดาเอื้อมมือไปแตะต้นแขนปิงฟ้าเบาๆ พาปิงฟ้าไปร้านญี่ปุ่นที่มีบรรยากาศในการรับประทานเป็นที่ส่วนตัว เป็นห้องๆ
ตัวอาหารจัดมากระจุ๋มกระจิ๋มน่ารัก
ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกสนุกกับ
สารพัดสิ่งประดามีกระจุกกระจิกซึ่งล้วนแต่เป็นของชิ้นเล็กๆ น่ารักน่าเอ็นดูตามแบบญี่ปุ่น
“ปิงชอบทานอาหารญี่ปุ่นหรือคะ?”
“อาหารเหนือก็ชอบ”
“ตกลงชอบอาหารญี่ปุ่นหรืออาหารเหนือคะ?”หล่อนสนุกกับการถามจู้จี้
“ทานได้ทั้งนั้นค่ะ”
“ถ้าจะให้เลือก” วิลันดาเซ้าซี้สนุก
“ไม่เลือก”
“อ๊าว”
“อาหารเหนือก็อร่อยอย่างอาหารเหนือ อาหารญี่ปุ่นก็เหมือนกัน”เธอ อธิบายวิลันดารู้สึกว่าแปลกดีที่คิดอย่างนี้
หล่อนรู้จักปิงฟ้าขึ้นมาอีกนิดเด็กคนนี้แปลกหลายอย่าง
แปลกที่ชอบวาดรูปเหมือนเด็กติดตุ๊กตาไปไหนต้องเอาไปด้วย
ปิงฟ้าติดวาดรูปไปไหนต้องมีกระดานกระดาษดินสอ
ปิงฟ้าเป็นเด็กที่หล่อนไม่รู้สึกว่าเป็นเด็ก
แปลกที่หล่อนรู้สึกดี
เห็นดีเห็นงามไปหมดทุกอย่างที่ รวมเป็นปิงฟ้าคนนี้ คนที่ไม่สามารถบอกได้ว่าชอบอาหารแบบไหน
อาหารถิ่นไหนเขาก็มีดีของเขามีรสชาติของเขาทำไมหล่อนไม่เคยคิดอย่างนี้บ้างเลย?
นับวันหล่อนยิ่งรู้สึกทึ่งในตัวปิงฟ้ามากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
..

วันอาทิตย์ตอนเช้า
พ่อตื่นแต่เช้าตามปรกติแม้นว่าจะเป็นวันหยุด ตื่นมารดน้ำต้นไม้แล้วออกวิ่งในซอยละแวกบ้านพร้อมกับศรัณ
ปิงฟ้ามีหน้าที่ดูฝุ่นทำความสะอาดบ้านอาทิตย์ละหน
และต้องทำทุกซอกทุกมุม ส่วนแม่อยู่ในครัวกำลังทำอาหารเช้า
คนบ้านนี้ไม่เคยนอนตื่นสาย..
“เมื่อคืนไปทานข้าวกับคุณวิลันดาใช่ไหมลูก?”แม่เอ่ยถามเมื่อเจอปิงฟ้าที่หน้าโต๊ะอาหาร
เธอกำลังดูดฝุ่นอยู่อย่างขะมักเขม้น
“ค่ะแม่”
“พ่อเขาบ่นว่าหนูไม่ควรไปทานข้าวกับคุณวิลันดาเธอบ่อยๆ
..มันดูไม่เหมาะสม”
“ไม่เหมาะสม?” ปิงฟ้าเงยหน้าขึ้นมอง
“เอ้อ มันเหมือนหนูไปตีเสมอผู้ใหญ่น่ะจ๊ะ”
“เธอไม่ได้มาหาปิงบ่อยๆ นะคะ
แล้ว..มันไม่เหมาะสมยังไงคะแม่ ?ตีเสมอยังไง?” เธอไม่เข้าใจ
คุณนภางค์ก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่า
พักหลังมานี่ทำไมสามีจึงออกจะหงุดหงิดเมื่อปิงฟ้าโทรศัพท์มาบอกว่าจะไปทานข้าวกับวิลันดา
หรือเขาอาจได้ยินอะไรแว่วมาว่าผู้หญิงคนนี้
มีคู่รักเป็นทอม แต่…ปรกติแล้วเขาเป็นคนที่มีเหตุผลมากกว่านี้นี่นะ
“สงสัยก็ไปถามพ่อสิ” แม่แนะนำ
ปิงฟ้าคิดว่าอย่างนั้นเหมือนกัน
ถามพ่อ …
หรือการที่เธอสนิทกับวิลันดา
มันเป็นเรื่องแย่เสียจนคนเป็นพ่อไม่อยากให้ลูกสาวคบหาสมาคม เหตุผลแค่หล่อนเป็นดี้? แค่นั้นหรือ?…
“แล้วแม่ล่ะคะ แม่คิดเหมือนพ่อหรือเปล่า?” ตรงที่ว่ามันไม่เหมาะสมอะไรนั่น..
“แม่ไม่รู้ว่าพ่อเขาคิดอะไรนี่ลูก”
“ถ้าเป็นคุณน้ากัลยาหรือคุณป้าหลี่
พ่อจะไม่ว่าใช่ไหม?”
อา…เธอไม่อยากให้พ่อแม่รู้สึกต่อผู้หญิงคนนี้แบบนี้เลย
รู้สึกอย่างที่แจ้รู้สึก
ด้วยว่ามันไม่เป็นธรรมแก่คนๆ หนึ่งเสียเลยจริงๆ ..
ตอนนี้เองที่วิลันดาน่าสงสารเหลือเกินโดยที่หล่อนเองหาได้รู้ตัวไม่
ความร่ำรวยเงินทองตอนนี้มันไม่มีความหมายเลยสินะ เพราะมันสกัดกั้นความเดียดฉันท์ของคนไม่ได้
หลังอาหารเช้าขณะที่คุณนพรัตน์นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ที่ หน้าระเบียงบ้าน และศรัณออกไปข้างนอกกับเพื่อนที่แวะเข้ามารับ คุณนภางค์แยกเสื้อผ้าใส่เครื่องซักหลังบ้าน
ปิงฟ้าได้อยู่ตามลำพังกับพ่อของเธอ
เธอนั่งนิ่งๆ รอให้ท่านเอ่ยอะไรกับเธอก่อน แต่พ่อก็ยังคงอ่านหนังสือพิมพ์ไปเงียบๆ จนกระทั่งวางมันลงแล้ว
“ไม่ไปไหนหรือลูก”
ท่านถามอย่างแปลกใจ
ป่านนี้เธอยังไม่อาบน้ำแต่งตัวอย่างเคยกลับนั่งนิ่งๆ
ใกล้ๆ อย่างนี้
“ไปค่ะ”
“มีอะไรกับพ่อหรือเปล่า?”
“พ่อคิดว่าปิงไม่ควรไปทานข้าวกับคุณวิลันดาหรือคะ?”
“อ๋อ” พ่อพยักหน้าช้าๆ
เข้าใจแล้ว
“เรื่องนี้เอง..ใช่ลูก..แล้วปิงคิดยังไง?”
“พ่อคิดว่าไม่ควรยังไงคะ?”
“ไม่ควรยังไง?” เขาทวนคำของลูก
“ไม่ควร...เพราะปิงอายุแค่ 15 ที่พ่ออนุญาตให้หนูทำงานที่ร้านนั้นได้เพราะพ่อรู้ว่าปิงชอบวาดรูป
แต่พ่อยอมให้อยู่ได้แค่ 2 ทุ่มใช่ไหมลูก?แต่การที่ปิงจะออกไปทานข้าวกับใครในเวลาที่เกินจากนั้น…ยังไงมันก็ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กอายุเท่าหนู หรือปิงคิดว่าการที่เด็ก
15 ปีเที่ยวไปทานข้าวกับใครเรื่อยๆ ในเวลากลางคืนมันเป็นเรื่องปรกติ?”
“ค่ะ…เข้าใจ”
ปิงฟ้ายอมรับเข้าใจแต่โดยดี
และคิดดีใจที่เหตุผลของพ่อไม่ใช่อย่างที่เธอคิด
ถ้าพ่อคิดอย่างนั้นเธอคงรู้สึกไม่ดี
แต่แปลกที่เธอเข้าใจแจ้ที่เตือนเธอ
แม้ว่ามันจะทำให้เธอรู้สึกสงสารวิลันดา
เธอคิดว่าการที่วิลันดามีคนรักเป็นผู้หญิง
จำเป็นหรือที่หล่อนและคนรักจะต้องแยกตัวจากคนอื่นหรือคนอื่นแยกตัวออกจากวงจรชีวิตของสองคนนั้น..จะคบหาสนิทกับใครอื่นบ้างไม่ได้หรืออย่างไร?
ถ้าวิลันดารู้ตัว
หล่อนจะรู้สึกอย่างไรหนอ?
“ปิงไปอาบน้ำแต่งตัวนะคะพ่อ”..
พ่อพยักหน้าให้ลูกสาว
ยิ้มให้และวางมือลงบนศีรษะของเธอ…
ปิงฟ้าตั้งใจจะแวะที่โรงเรียนของวิลันดาก่อน
อยากเจอหล่อน อยากแหงนหน้ามองรูปสลักมาตาที่หน้าตึก..มันดูอ่อนโยนอบอุ่นดีและสม กับที่ตั้งสถิตอยู่ที่โรงเรียนอนุบาลแห่งนี้
ที่บ้านหล่อนไม่มีรถจอดอยู่
หล่อนไม่อยู่..ปิงฟ้าได้แต่นั่งมองรูปมาตาที่ม้าหินอ่อนตัวเดิมที่เคยนั่งเป็นประจำ
เธออยากให้โลกนี้ผู้คนทั้งหลายต่างพยายามเข้าใจกันและกัน
มองหาความดีงามในกันแต่ทว่า ความเป็นจริง
คนส่วนใหญ่มักส่ายสอดสายตาชอนไชหาข้อตำหนิติติงในกันและกันเสมอและเมื่อพวกเขาเจอแล้ว
ต่างก็พยามขยายมันออกให้กว้างใหญ่เลวร้ายกว่าความจริง
ทั้งที่ความเป็นจริงนั้นไม่มีใครมีสิทธิ์ที่จะตำหนิติฉินเรื่องส่วนตัวของใคร
..แต่ยิ่งไม่มีสิทธิ์ก็ยิ่งเหมือนเร้าให้ต่างต้องการล่วงละเมิด
เพื่อครหานินทากัน
ขณะเดียวกันกับที่ต่างพยามปิดป้องเรื่องส่วนตัวของตัวเองเพื่อมิให้ใครหน้าไหนมาล่วงรู้
วิลันดาจะมีความรักมีรสนิยมส่วนตัวอย่างไรมันไม่เกี่ยวข้องกับใครเสียหน่อย
และหล่อนมีสิทธิ์ที่จะเดินเข้ามาหามาพูดคุยทานอาหารด้วยกัน
มีสิทธิ์ที่จะมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน
ถึงอย่างไรเธอก็เชื่อว่าวิลันดาเป็นคนดี
และเธอชอบผู้หญิงคนนี้และยิ่งตอนนี้ยิ่งชอบมากขึ้นอีกด้วย
ปิงฟ้าเดินออกจากโรงเรียนอนุบาลแห่งนั้นไปยืนรอรถเมล์ที่ป้ายหน้าโรงเรียนเพื่อไปวาดรูปที่ไนท์บาซาร์
วันหยุดอย่างนี้เธอจะอยู่ที่นั่นจนถึงเย็นไม่อยู่จนถึงสองทุ่มเหมือนวันธรรมดา
รายได้ของเธอถือว่าดีทีเดียว
ทำให้เธอมีเงินเก็บทุกเดือน และพ่อก็ยังจ่ายเงินค่าใช้จ่ายให้เธอทุกสัปดาห์เพราะท่านไม่สนใจว่าเธอจะมีรายได้ส่วนตัวเท่าไหร่
แต่ท่านก็แนะนำให้เธอเก็บเงินไว้สำหรับอนาคต
ปิงฟ้าคิดว่าเธอจะเก็บเงินไว้เรียน..เธอมีความฝันที่จะไปเรียนที่กรุงโรมประเทศอิตาลี
ประเทศที่มีเรื่องราวของศิลปะชั้นเยี่ยมของโลกให้เรียนรู้มากมาย..
เมื่อมาหาปิงฟ้าอีกครั้งหนึ่ง
คราวนี้ปิงฟ้าชวนหล่อนไปรับประทานข้าวที่บ้านแทนที่จะไปที่ร้านเหมือนเคย..
“มีอะไรพิเศษหรือเปล่าคะ?” หล่อนถามอย่างแปลกใจในขณะที่นั่งมาด้วยกันในรถ
วิลันดาขับรถช้าๆ ไปบนถนนที่สองข้างทางพลุกพล่านและเต็มไปด้วยแสงไฟกลางคืน
“ไม่มีอะไรพิเศษค่ะ
เพียงแต่พ่อบอกปิงว่าปิงอายุ15 เท่านั้นไม่ควรอยู่ดึกเกินไป”
จริงสินะ..เด็กปิงฟ้าอายุน้อย
พ่อแม่ที่ดูคล้ายปล่อยแต่ไม่ใช่..พ่อแม่ก็คือพ่อแม่ที่ห่วงใยเสมอ
ครอบครัวนี้ไม่ถึงกับปล่อยหรือให้อิสระลูกเสียจนถึงขั้นตามใจไปทุกอย่าง
ผู้ปกครองต่างมีกฎเกณฑ์ในครอบครัวตนเสมอ
“ปิงถึงชวนฉันไปทานที่บ้านแทน”..และนี่คือการถือสิทธิ์ของเธอและมันทำให้วิลันดายิ้มออกมา
หล่อนรู้สึกว่าปิงฟ้าดื้อรั้นแต่ก็เหมือนไม่ดื้อไม่รั้น..เพราะเป็นไปอย่างเรียบเนียน..
“แม่มักทำอาหารจีนนะคะแล้วพ่อกับศรัณทานข้าวผสมข้าวกล้อง” เธออธิบาย
“แล้วปิงล่ะคะ?”
“ปิงทานข้าวขาวเหมือนแม่”
“ปิงบอกที่บ้านหรือยังคะว่าชวนฉันไปทานข้าวด้วย”
“ยังค่ะ”
“แหม..งั้นจะดีหรือคะ?”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
“ปิงไม่เป็นไรแต่ผู้ใหญ่อย่างฉันเป็นค่ะ
เอาไว้คราวหน้าดีกว่า
ปิงฟ้าหันมามองหล่อนชั่วครู่หนึ่ง
“แล้วแต่คุณ”
“ปิงนี่ดื้อเหมือนกันนะคะ”แต่เธอก็ดื้ออย่างเงียบกริบ..
ปิงฟ้าไม่ตอบอะไรอีกแต่หันมายิ้มเล็กน้อยเท่านั้น
รถของวิลันดาแล่นช้าๆ ผ่านถนนสายต่างๆ ไปเรื่อยๆ
แปลกที่ปิงฟ้าอยากให้ทุกอย่างช้ากว่านี้อีก
และแปลก..ที่แม้นไม่ได้เอ่ยคุยอะไรกันอีก แต่กลับเหมือนว่า
คนสองคนคุยกันเข้าใจอย่างดียิ่ง เข้าใจอย่างเงียบๆ ง่ายๆ ..
มันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับปิงฟ้า
ที่เธออยากจะยืดเวลาอยู่อย่างนี้กับผู้หญิงชาวเหนือที่อ่อนโยนคนนี้ให้เนิ่นนานเท่าที่จะสามารถ..ยืดออกไปจนสุดลานนาฬิกา…
ผู้หญิงอ่อนโยน
สวยสง่าในความรู้สึกของเธอ เรื่องของรสนิยมส่วนตัว
ของหล่อนนั้นนำพามาซึ่งความห่วงใยของบางคน ทำให้ ปิงฟ้ายิ่งรู้สึกไปในทางกลับกัน
ยิ่งอยากเข้าใจอยากอยู่ใกล้หล่อนให้มากขึ้นไปอีก
“เข้าบ้านก่อนค่ะ”
ปิงฟ้าเอ่ยชวนเมื่อรถจอดสนิทหน้าบ้านของเธอ
“จะดีหรือคะ?”
“ปิงมีภาพสีน้ำมันเพิ่งทำเสร็จเมื่อวาน”
“อยากให้ฉันดูหรือคะ?” หล่อนโรยยิ้ม
ความดื้อของเด็กคนนี้มันเป็นไปอย่างละมุนละม่อม..
“อยากให้ตั้งราคาให้” เธออมยิ้ม
“ตกลง”..
วิลันดารู้สึกดี..
ก้าวเท้าลงจากรถเดินไปกับปิงฟ้าด้วยความสบายใจและปลอดโปร่งอย่างประหลาด
สีหน้าของหล่อนแช่มชื่นเนื่องมาจากจิตใจนั้นโปร่งสบายไม่มีความวิตกกังวลใดเหลืออยู่แม้นแต่น้อย
ความรู้สึกอย่างนี้คล้ายเด็กที่ไปไหนกับผู้ใหญ่สักคนหนึ่ง
ไม่ต้องคอยห่วงกังวลว่าจะมีเงินในกระเป๋าหรือไม่
ไม่ต้องกลัวอันตรายใด

0 comments:
Post a Comment